วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อย่า loving you too much, อย่าเเคร์..very much, เพราะมันอาจทำให้เจ็บ..so much very much right

A: อย่า loving you too much, อย่าเเคร์..very much, เพราะมันอาจทำให้เจ็บ..so much very much right

B: ไปบอกพี่เบริ์ดดิ

A: บอกคุณได้ปะ

B: ไม่เป็นไร พอดีไม่กลัวเจ็บ 5555 แต่ไม่ลอง เหอๆ

แรงเงา 2012 มุนินทร์ ละครแบบนี้สอนอะไร Rang Ngao 2012

แรงเงา 2012 มุนินทร์ ละครแบบนี้สอนอะไร ความรุนแรงที่ส่วนมากทำไม่ได้ในสังคมจริง จึงทำให้คนชอบใจสะใจ ประมาณว่าในชีวิตอยากจัดแบบนี้กับใครสักคนเหมือนกันแต่ทำไม่ได้ ขอดราม่าสั้นๆครับ

แรงเงา 2012 มุนินทร์

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Force Like คนไม่สนใจถ้าไม่มีอะไรที่เขาสนจริงๆ พร้อมจะออกจากการติดตามทุกช่องทางได้ตลอดเวลา


ถ้าได้มาจากการ Force Like เป็นแบบนั้นครับ คนไม่สนใจถ้าไม่มีอะไรที่เขาสนจริงๆ พร้อมจะออกจากการติดตามทุกช่องทางได้ตลอดเวลา และคนแต่ละคนสนใจเรื่องแต่ละเรื่องไม่เหมือนกันนอีก

การสื่อสารที่กรองคนสนใจเข้ามาจริงๆผ่านสื่อช่องทางต่างๆ ให้เขามาติดตาม Brand ใน Social หรือติดตามทางอื่นด้วยใจเช่นยินดีรับจดหมายจากเราด้วยใจ ยินดีรับอีเมล์จากเราด้วยใจ ยินดีรับ SMS เราด้วยใจ ใช้คู่กันไปได้คนที่ติดตามด้วยใจ ดีกว่าการ Force Like หรือบังคับคนให้มาติดตามในช่องทางต่างๆหรือส่งข้อมูลที่เขาไม่ต้องการ ซึ่งมีน้อยมากที่จะได้คนที่ใช่ คนที่เป็นลูกค้าจริงๆ

วิธีแก้ Force Like คือ เอาเขามาแล้วจะทำไงให้เขาชอบ Brand เราและไม่ซื้อเองก็แนะนำต่อให้คนอื่นว่าดีนะ ซึ่งง่ายสำหรับบางธุรกิจที่เขารู้วิธีทำให้คนบอกต่อโดยไม่ได้ถูกบังคับโดยการหวังรางวัล และกับบางธุรกิจมันเป็นได้ยากมากเพราะมันต้องเข้าไปโดนกลุ่มคนที่เป็นกลุ่มลูกค้าจริงๆ ซึ่งต้องหาในวงกว้างการไป Force Like มีจุดจบคือเสียงบประมาณและไม่ได้ผล  ....ไม่ชอบวิธีการ Force คนให้มาติดตามในช่องทางต่างๆอยู่ดีครับ

สาเหตุที่เขียนตรงนี้เพราะอ่านแค่หัวข้อนี้มายังไม่ได้อ่านเนื้อความข้างในแต่ขอเขียนก่อนกลับไปอ่านทีหลัง ขอตีความตามหัวข้อไปก่อนอาจไม่เกี่ยวกันก็ได้เรียกว่าขอเพ้อเจ้อไปก่อน ^_^

พบสาวก 6% เท่านั้น ที่ติดตามเพจ Facebook ของแบรนด์ในดวงใจ



-->

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ขนมไทยอยากเล่าเรื่อง ภาษาอังกฤษของไทยแพ้ลาว English Education in Laos better than Thai

ช่วงขนมไทย อยากเล่าเรื่อง ภาษาอังกฤษของไทยแพ้ลาว เด็กบ้านเราก็เครียดมากนะครับ ทั้งเรียนพิเศษอะไรสารพัด ให้เอ็นติด ทำไมภาษายังแพ้เพื่อนบ้านได้ อาจเป็นเพราะการไม่ค่อยใช้งาน

ถึงไม่พูดกับใครหากรักการอ่าน การฟังจริงๆ แล้ว ดีขึ้น แน่นอน

ภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐานหลายๆอย่างที่เลี่ยงได้ยากในสังคมการทำงานปัจจุบัน ที่พบมาบาง บริษัท คุยกับลูกค้าเป็นไทย คุยกันเองเป็นไทย เวลาส่งอีเมล์คุยกันในองค์กร ซึ่งเยอะมาก หรืออีเมล์จากบริษัทแม่มา เป็นอังกฤษ หรือหลายครั้งต้องอ่านอะไรที่เป็นอังกฤษ และที่เห็นเพื่อนๆในการทำงานเช่นคู่มือผลิตภัณฑ์ เล่มหนาๆ ซึ่งไม่มีฉบับแปลเป็นไทย มันก็ได้ใช้แบบเลี่ยงไม่ได้

ขนมไทย อยากเล่าเรื่อง ภาษาอังกฤษของไทยแพ้ลาว ก็อ่านและแปลสิ อ่านวันละนิด ไม่ต้องอ่านวันละเยอะๆเลย  วันละ 5-10 บรรทัดยังได้ แล้วต่อไปคุณจะอ่านเพลินได้วันละหน้า วันละเป็นสิบหน้า โดยไม่ต้องเปิดหาคำแปลศัพท์เลย


เคยคิดอยากทำบล็อกขนมไทยเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่ล่ะ ทำแบบนี้ล่ะ บล็อกนี้เป็นบล็อกทำเล่นๆ นานๆทีจะเข้ามาอับเดทอะไร ถ้าตั้งใจเขียนบล็อกสักบล็อกเป็นภาษาอังกฤษ อาจช่วยให้พัฒนาทักษะด้านการเขียนภาษาได้ บางบทความในบล็อกอื่น บางหน้ามีอารมณ์ ผมก็ทำเป็น 2 ภาษา

ผมยังเป็นประเภทแกรมม่าผิดๆ แต่อ่านรู้เรื่องหลายเนื้อหาไม่ต้องเปิดคำแปล อ่านได้หมด เพราะการอ่านวันละนิด มันทำให้เข้าใจ เราไม่ต้องอ่านวันละมากๆ วันละนิด ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่หยุดอ่าน เพราะสิ่งที่ต้องการรู้บางเรื่อง ไม่อยากอ่านที่แปลแล้ว หรือ การเขียนใหม่ rewrite แต่อยากอ่านจากเจ้าของต้นทางจริงๆ

หรือกระทั่งการเขียนอีเมล์ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ เคยส่งของไป ปากีสถาน ลูกค้าภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ดีไปกว่าเราแกรมม่าผิดๆ แต่คุยกันเข้าใจ เขาก็ซื้อของเรา  แต่หากชีวิตไม่ได้ใช้งาน ทำสิ่งที่ตัวถนัดได้เงินเยอะแล้ว ไม่เปิดรับกับภาษาอื่น ไม่รู้เรื่อง ไม่อยากรู้  who's care?

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ขนมไทยผูกพันกับ วิถีชีวิตคนไทยมานาน และทวีความสำคัญ


ขนมไทยผูกพันกับ วิถีชีวิตคนไทยมานาน และทวีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงปัจจุบันขนมไทยเป็นสิ่งที่จะขาดเสียมิได้ในการดำรงชีวิตของคนไทย แม้การขายขนมจะไม่มีการทำ อย่างแพร่หลายในสมัยก่อน คนไทยก็รู้จักที่จะทำขนมกินกันเอง เนื่องจากวิถีชีวิตคนไทยนั้นเป็นสังคมเกษตรสังคมชนบทที่มีผลิตผลทางธรรมชาติอยู่มากมาย อาทิ มะพร้าว ตาล ที่ปลูกอยู่ในผืนดินของตนเอง ผลไม้ชนิดต่าง ๆ เช่น กล้วย อ้อย มะม่วง รวมไปถึงข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวเม่า ข้าวตอก ฯลฯ ถ้าอยากได้กะทิก็ไปเก็บมะพร้าวมาขูด แล้วครั้นเอาน้ำ ถ้าอยากได้แป้ง ข้าวก็มีพร้อมเพราะปลูกเอง โม่หรือหินโม่แป้งก็มีอยู่ทุกบ้าน เอามาโม่เข้าไม่นานก็จะได้แป้งสำหรับทำขนมอร่อย ๆ กินกันเองในครอบครัว ถ้าทำจำนวนมากก็นำไปแบ่งปันให้เพื่อนบ้านได้ลิ้มรสด้วยก็ยังไหวขนมครกกับขนมกล้วย ดูจะเป็นขนมยอดนิยมที่สุด เพราะส่วนผสมหรือเครื่องปรุงนั้นหาง่าย ตลอดจนกรรมวิธีในการทำก็ง่ายแสนง่ายทั้งเตาขนมครกก็มีขายมาตั้งแต่สมัย อยุธยาแล้ว ส่วนกล้วยและมะพร้าวก็มีกินกันอย่างเหลือเฟือหากไม่นำมาทำขนมกินก็ต้องเหลือ ทิ้งไปเปล่า ๆ ขนมน้ำเป็นขนมอีกชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านนิยมทำกินกัน ที่ทำง่ายและนิยมกินที่สุดเห็นจะได้แก่ขนม พวกแกงบวดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฟักทองบวด มันบวด กล้วยบวดชี ถัดจากขนมน้ำก็ยังมีการถนอมอาหารเก็บไว้กินนาน ๆ ประเภทขนมเชื่อมและขนมกวนรวมไปถึงผลไม้ดอง และผลไม้แช่อิ่มอีกด้วยภายหลังเมื่อมีตลาดก็มีขนม หลายชนิดขาย วิธีการนำมาขายก็มีตั้งแต่วางขายอยู่กับที่ กระเดียดกระจาด แบกกระบุง และหาบสาแหรกเร่ขาย คนไทยก็มีทางเลือกมากขึ้นเพราะมีขนมให้กินหลาย ชนิดขึ้น พ่อค้าแม่ขายต่างพัฒนาฝีมือการปรุงรสชาติขนมของตนให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นที่ต้องการของลูกค้ามากขึ้นตลาดขนมไทยที่ขึ้นชื่อลือชา นั้นมีอยู่หลายแห่งด้วยกัน เริ่มแรกนั้นมีอยู่เพียงไม่กี่เจ้าในแต่ละแห่ง แต่ต่อมาก็เพิ่มขึ้น ๆ จนกลายเป็นย่านขนมหวานไปเลย ซึ่งย่านค้าขายขนมไทยที่เป็นที่รู้จัก กันเป็นอย่างดีก็ได้แก่ขนมไทยเมืองเพชรบุรี หมู่บ้านขนมไทยจังหวัดนนทบุรี ตลาดหนองมนของจังหวัดชลบุรี ฯลฯ นอกจากนี้ตามตลาดทุกแห่งทั่วประเทศก็มีขนมไทยวางขายและเร่ ขายกันดาษดื่นคนไทยที่กินขนมไทย นั้นส่วนใหญ่เป็นคนในสังคมชนบท แต่ใช่ว่าคนเมืองจะไม่กินเอาเสียเลย เพราะนอกจากขนมฝรั่งอย่าง โดนัท เค้ก คุกกี้ พุดดิ้ง วาฟเฟิล คัสตาร์ด พาย ฯลฯ แล้ว ขนมไทย ๆ อย่าง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมชั้น ขนมเบื้อง ขนมน้ำดอกไม้ ทองม้วน ก็ยังติดอันดับขนมยอดฮิตที่มีคนนิยมกินกันมากเช่นกัน
   ได้ว่าขนมไทยมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมการกินของไทยชนิดแยกกัน ไม่ออกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงแม้ภายหลังจะมีขนมของชาติตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากก็ตาม และแม้ขนมไทยส่วน หนึ่งจะสูญหายไปจากความนิยมในสังคมไทย แต่ก็ยังมีขนมไทยอีกเป็นจำนวนมากที่ยังสร้างสีสันด้วยรสชาติหอมหวานอยู่ใน วัฒนธรรมไทยดังนั้นคงจะไม่แปลกหรือเป็นการ เกินเลยหากจะกล่าวเป็นสากลว่า “Thai desserts never died” หรือหากตราบใดที่วัฒนธรรมไทยยังคงอยู่ ขนมไทยก็จะยังคงฝังอยู่อย่างแนบแน่นเช่นเคย
นางสาวกาญจนา   เพชรราชา  53010520004                                                สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสารการศึกษา      

ประวัติความเป็นมาของขนมไทย


ประวัติความเป็นมาของขนมไทย ประเทศไทยครั้งยังเป็นสยามประเทศได้ติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ เช่น จีน อินเดีย มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยส่งเสริมการขายสินค้าซึ่งกันและกัน ตลอดจนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านอาหารการกินร่วมไปด้วย ต่อมาในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ อย่างกว้างขวางไทยได้รับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติต่างๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น วัตถุดิบที่หาได้ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนการบริโภคนิสัยแบบไทยๆ จนทำให้คนรุ่นหลังๆ แยกไม่ออกว่าอะไรคือขนมที่เป็นไทยแท้ๆ และอะไรดัดแปลงมาจากวัฒนธรรมของชาติอื่น เช่น ขนมที่ใช้ไข่และขนมที่ต้องเข้าเตาอบ ซึ่งเข้ามาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จากคุณท้าวทองกีบม้าภรรยาเชื้อชาติญี่ปุ่น สัญชาติโปรตุเกสของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ผู้เป็นกงศุลประจำประเทศไทยในสมัยนั้น ไทยมิใช่เพียงรับทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทองมาเท่านั้น หากยังให้ความสำคัญกับขนมเหล่านี้โดยใช้เป็นขนมมงคลอีกด้วย ส่วนใหญ่ตำรับขนมที่ใส่ไข่มักเป็น "ของเทศ" เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอดจากโปรตุเกส มัสกอดจากสกอตต์

กลุ่มของขนมไทย

1. ขนมชาววัง เช่น ขนมเบื้อง วุ้นกระทิ วุ้นสังขยา วุ้นใบเตย ขนมไข่เหี้ย ขนมลูกชุบ ขนมหม้อตาล
2. ขนมตามฤดูกาล หรือ ขนมชาวบ้าน เช่น ลูกตาลเชื่อม ฟักทองเชื่อม มันเชื่อม มะขามแช่อิ่ม ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ข้าวตัง ขนมลืมกลืน ข้าวเม่าบด ขนมกรวย ขนมขี้หนู ขนมน้ำดอกไม้ เป็นต้น
3. ขนมในศาสนา และ ประเพณี เช่น ขนมใส่ไส้ ขนมเทียน ขนมสามงาน ขนมโพรงแสม ขนมเสน่ห์จันทร์ ขนมรังนก ลอดช่อง ข้าวเม่า ขนมถ้วยฟู ขนมปลากริมไข่เต่า ขนมบัวลอย ขนมหูช้าง ขนมคันหลาว นางเล็ด เป็นต้น
4. ขนมจากต่างประเทศ เช่น ขนมฝรั่ง ทองม้วน ขนมสัมปันนี ขนมทองเอก ขนมทองโปร่ง ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน ทองหยิบ สังขยาเผือก

จัดทำโดย
นายรัฐพล  เอมศรีครุธ 50463868
คณะสังคมศาสตร์
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา

ขนมไทย
ขนมไทย เป็นของหวานที่ทำและรับประทานกันในอาณาจักรไทย มีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยคือ มีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรรวัตถุดิบ วิธีการทำ ที่พิถีพิถัน รสชาติอร่อยหอมหวาน สีสันสวยงาม รูปลักษณ์ชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทานที่ปราณีตบรรจงของขนมแต่ละชนิด ซึ่งยังแตกต่างกันไปตามลักษณะของขนมชนิดนั้นๆ
ขนมไทยที่นิยมทำกันทุกๆ ภาคของประเทศไทย ในพิธีการต่างๆ เนื่องในการทำบุญเลี้ยงพระ ก็คือขนมจากไข่ และมักถือเคล็ดจากชื่อและลักษณะของขนมนั้นๆ งานศิริมงคลต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส ทำบุญวันเกิด หรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะมีการเลี้ยงพระกับแขกที่มาในงาน เพื่อเป็นศิริมงคลของงานขนมก็จะมีฝอยทอง เพื่อหวังให้อยู่ด้วยกันยืดยาว มีอายุยืน ขนมชั้นก็ให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ขนมถ้วยฟูก็ขอให้เฟื่องฟู ขนมทองเอกก็ขอให้ได้เป็นเอก เป็นต้น
ของหวานไทยหรือขนมไทย กล่าวได้ว่ามีอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน เพราะเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่า คนไทยเป็นคนมีลักษณนิสัย อย่างไร เนื่องด้วยขนมไทยแต่ละชนิด ล้วนมีเสน่ห์มี รสชาติ ที่แตกต่างกันออกไป แต่แฝงไปด้วยความละเมียดละไม ความวิจิตรบรรจง อยู่ในรูปลักษณ์ กลิ่น รสของขนมที่สำคัญ ขนมไทยแสดงให้เห็นว่าเป็นคนใจเย็น รักสงบ มีฝีมือเชิงศิลปะ ขนมธรรมดาๆ ทำด้วยแป้ง น้ำตาล มะพร้าว เป็นส่วนประกอบ สำคัญ สามารถดัดแปลงเป็นขนมหลายชนิด หน้าตา แตกต่างกัน
ในสมัยโบราณคนไทยจะทำขนมเฉพาะวาระสำคัญเท่านั้น เป็นต้นว่างานทำบุญ เทศกาลสำคัญ หรือต้อนรับแขกสำคัญ เพราะขนมบางชนิดจำเป็นต้องใช้กำลังคนอาศัยเวลาในการทำพอสมควร ส่วนใหญ่เป็น ขนมประเพณี เป็นต้นว่า ขนมงาน เนื่องในงานแต่งงาน ขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมครก ขนมถ้วย ฯลฯ พวกนี้มีเห็นทั่วไป ส่วนขนมในรั้วในวังจะมีหน้าตาจุ๋มจิ๋ม ประณีตวิจิตรบรรจงในการจัดวางรูปทรงขนมสวยงาม

ตัวอย่างขนมไทย

ขนมกล้วย เป็นขนมไทยที่ทำจากกล้วย แป้งข้าวเจ้า กะทิ และส่วนผสมอื่น ๆ แล้วจึงนำส่วนผสมใส่ในถ้วยตะไลเล็ก ๆ หรือห่อด้วยใบตอง แล้วจึงนำไปนึ่งก่อนที่จะโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด
ขนมกล้วยให้รสชาติที่หอมหวานของกล้วยที่กำลังสุกงอมผสมกับความความหวานมันของกะทิ

วิธีการการทำขนมไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา


ขนมไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ความเป็นมาในสมัยกรุงศรีอยุธยามีการเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับต่างประเทศทั้งชาติตะวันออกและตะวันตกโดยมีความสัมพันธ์ทั้งทางด้านการการทูต การทหาร การค้าขาย และขนบธรรมเนียมประเพณี  คนไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยารับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติต่างๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ เครื่องมือเครื่องใช้ วัตถุดิบที่หาได้ ตลอดจนนิสัยการบริโภคของคนไทยเอง จนทำให้คนรุ่นหลังเกือบจะจำแนกไม่ได้ว่าขนมไทยแท้ๆคือขนมประเภทใด  และขนมอะไรที่ดัดแปลงมาจากต่างชาติ  เช่น ทองหยิบ ทองหยอดและฝอยทองเป็นขนมที่ดัดแปลงมาจากอาหารของชาวโปรตุเกส  โดย   " มารี กีมาร์ "  ภริยาของ  คอนสแตนติน ฟอลคอน (เจ้าพระยาวิชาเยนทร์)  เป็นผู้นำมาเผยแพร่  ดังนั้นการเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของขนมไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา  จึงเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่จะทำให้เยาวชนรุ่นหลังได้เกิดจิตสำนึก  รักความเป็นไทย ภาคภูมิใจในความเป็นคนกรุงศรีอยุธยา

วัตถุประสงค์
1. เพื่อทราบประวัติความเป็นมาของขนมไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา
2. เพื่อเรียนรู้วิธีการในการทำขนมไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา
3. เพื่อสืบสานวัฒนธรรมการดำรงชีวิตตามวิถีความเป็นคนกรุงศรีอยุธยา

ขั้นตอนการดำเนินงาน
1. ศึกษาประวัติความเป็นมา  ชนิด ประเภท ของขนมไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา
2. จำแนกประเภทของขนมไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา
2.1 ขนมที่มีส่วนผสมของไข่
- ฝอยทอง
- ทองหยิบ
- ทองหยอด
- สังขยา
2.2 ขนมที่มีส่วนผสมของแป้ง ข้าว มะพร้าว
- ข้าวตู
- ข้าวตัง
- ทองม้วน
- ขนมผิง
3. สืบค้นแหล่งเรียนรู้  ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้เป็นผู้ถ่ายทอดวิธีการทำ
4. เชิญวิทยากรท้องถิ่นมาให้ความรู้แก่นักเรียน
5. ฝึกปฏิบัติจริง


ผลที่ได้รับ/ ประโยชน์
1. นักเรียนทราบประวัติความเป็นมาของขนมไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา
2. นักเรียนเรียนรู้วิธีการในการทำขนมไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา
3. เป็นการสืบสานวัฒนธรรมการดำรงชีวิตตามวิถีความเป็นคนกรุงศรีอยุธยา
4. สามารถนำไปเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพได้

แหล่งเรียนรู้/ ภูมิปัญญาท้องถิ่น
แหล่งเรียนรู้               ผันขนมหวานตลาดบ้านแพน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น นางพันธุ์สุธี  ภาศักดี

ครูผู้สอน
นางวาสนา  กลิ่นบำรุง         ครูชำนาญการพิเศษ (งานบ้าน) โรงเรียนวัดกระโดงทอง
                                    (พิบูลประสิทธิ์)
ผู้อำนวยการ นางดวงตา  แหลมหลัก

ขนมฝอยทอง

ฝอยทองเป็นยองใย
เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน
คิดความยามเยาวมาลย์
เย็บชุนใช้ไหมทองจีน ๚

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ฝอยทอง (โปรตุเกส: fios de ovos) เป็นขนมโปรตุเกส ลักษณะเป็นเส้นฝอยๆ สีทอง ทำจากไข่แดงของไข่เป็ด เคี่ยวในน้ำเดือดและน้ำตาลทราย ชาวโปรตุเกสใช้รับประทานกับขนมปัง กับอาหารมื้อหลักจำพวกเนื้อสัตว์ และใช้รับประทานกับขนมเค้ก  โดยมีกำเนิดจากเมืองอาไวโร่ (โปรตุเกส: Aveiro) เมืองชายฝั่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศโปรตุเกส


ขั้นตอนการทำ
เครื่องปรุง
1. ไข่เป็ด 25  ฟอง
2. น้ำตาลทรายขาว   3  กิโลกรัม

วิธีทำ
1. เตรียมน้ำเชื่อมโดยใช้น้ำตาลทรายขาว 3  กก.  ใส่ในกระทะทองเหลือง

2. นำไข่ 1 ฟอง แยกไข่ขาวออกจกไข่แดง  ขยำไข่ขาวในน้ำตาลทรายเติมน้ำพอท่วมน้ำตาล  นำขึ้นตั้งบนเตาเคี่ยวจนน้ำตาลละลาย  รอจนฟองในน้ำเชื่อมหมด  ยกลงแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง

3. เตรียมไข่เป็ด 25  ฟอง  ช้อนไข่น้ำค้างไว้ หนึ่งถ้วย  แล้วแยกไข่ขาวออกจากไข่แดงให้หมด  แล้วผสมด้วยไข่น้ำค้าง 1 ถ้วยที่เตรียมไว้

4. กรองด้วยผ้าขาวบาง  จะได้เนื้อไข่แดงล้วน ๆ

5. นำน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ใส่ลงในกระทะทองเหลือง  ตั้งไฟให้เดือด ใข้ไฟปานกลาง  สังเกตน้ำเชื่อมเดือดเฉพาะตรงกลางเท่านั้น

6. ตักไข่แดงใส่กรวย  โรยเป็นวงโดยรอบจนหมดกรวย

7. เติมน้ำสะอาดลงในกระทะเล็กน้อย  ใช้ไม้แหลมช้อนเส้นฝอยทองขึ้น  ส่ายไปมาในน้ำเชื่อม 2-3 ครั้งเพื่อให้เส้นเรียบ   แล้วนำมาวางในถาดที่เตรียมไว้  จัดแต่งให้สวยงาม

การถนอมอาหารของชาวกรุงศรีอยุธยา

คนไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยามีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย  มีวัฒนธรรมการกินอยู่ที่เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่  มีการดัดแปลงจัดเก็บอาหารที่มีอยู่ให้สามารถเก็บไว้ได้เป็นเวลานาน  แม้ในยามศึกสงครามก็สามารถมีอาหารเลี้ยงครอบครัวจนกว่าภาวะสงครามนั้นจะหมดไป  วัฒนธรรมการถนอมอาหารของชาวกรุงศรีอยุธยาที่สืบทอดกันมามีมากมาย เช่นการถนอมอาหารโดยวิธีตากแห้ง  ซึ่งสามารถทำได้ทั้งอาหารหวานและอาหารคาว

การถนอมอาหารโดยวิธีตากแห้ง เป็นกระบวนการลดน้ำ หนักของอาหารทำให้อาหารมีน้ำหนักเบาขึ้น โดยใช้ตัวกลางทำหน้าที่ถ่ายเท ความร้อนจากบรรยากาศไปสู่อาหารที่มีความชื้นอยู่โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง แล้วรับ ความชื้นจากอาหารระเหยไปสู่บรรยากาศภายนอกอาหาร ทำให้อาหารมี ความชื้นลดลงไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดแห้งเป็นอาหารแห้ง โดยทั่ว ๆ ไปอากาศ จะมีบทบาทสำคัญ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการถ่ายเทความร้อนและความ ชื้นดังกล่าว หลักเกณฑ์การถนอมอาหารตากแห้งคือ จะต้องลด ยับยั้ง และป้องกันปฏิกิริยาทางเคมีทั้งหลายและการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ทุกชนิด เพื่อให้ได้อาหารตากแห้งที่เก็บได้นาน ไม่บูดเน่าเพราะการเจริญเติบโตของ จุลินทรีย์

ข้าวตู  เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่เป็นผลมาจากการถนอมอาหารโดยการตากแห้ง  เมื่อข้าวสุกที่รับประทานเหลือ  คนในสมัยกรุงศรีอยุธยาจะไม่ทิ้ง  แต่จะนำมาตากแห้งเก็บไว้  เมื่อมีจำนวนมาก ก็จะนำมาแปรรูปเป็นได้ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน  ใช้รับประทานในยามปกติหรือเป็นเสบียงในยามเกิดศึกสงคราม

ข้าวตู .

เครื่องปรุง

ข้าวสุกตากแห้ง 250 กรัม
น้ำตาลมะพร้าว 250 กรัม
น้ำกะทิ 50 กรัม
มะพร้าวขูดฝอย 300 กรัม
เทียนอบ

วิธีทำ

1. นำข้าวสุกไปตากให้แห้ง ถ้าตากแล้วไม่แห้งดี
สามารถนำไปอบได้เมื่อแห้งดีแล้วนำไปคั่วทีละน้อย โดยใช้ไฟอ่อนๆ เสร็จแล้วนำไปโม่บดให้ละเอียด

2.ตั้งกระทะทองเหลืองบนไฟอ่อนๆใส่กะทิน้ำตาลมะพร้าวมะพร้าวขูดฝอย
    ลงไปเคี่ยวจนกระทั่งส่วนผสมข้นเหนียว

3. ใส่ผงข้าวคั่วลงไปในกระทะและกวนต่อจนเหนียวพอปั้นได้ ปิดไฟ ทิ้งไว้ให้หายร้อน

4.อัดส่วนผสมใส่แบบที่เตรียมไว้จากนั้นนำไปอบควันเทียนให้หอมเสิรฟรับประทานได้ทันที หรือเก็บ ใส่ภาชนะมิดชิดเก็บไว้รับประทานภายหลังได้