วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ขนมไทย เป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทย


ขนมไทย เป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทย อย่างหนึ่งที่รู้จักกันดีเพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อน ประณีตในการทำ ตั้งแต่วัตถุดิบ วิธีการทำที่กลมกลืน พิถีพิถันในเรื่องรสชาด สีสัน ความสวยงาม กลิ่นหอม รูปลักษณะชวนรับประทานทำให้ได้รับความนิยม และมีผู้ให้ความสนใจบริโภค ผลิตภัณฑ์ขนมไทยบ้านนาทุ่งเป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OT0P  ซึ่งทางด้านการตลาดมีความต้องการที่จะขยายตลาด     เพื่อให้เป็นที่รู้จักแก่บุคคลทั่วไปมากขึ้น

ดังนั้น การตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อ ขนมไทยบ้านจังเอิน  เพื่อทราบถึงความต้องการของผู้บริโภคว่าต้องการผลิตภัณฑ์ขนมไทยอย่างไร จึงสรุปได้ว่า เพศ อายุ อาชีพ รายได้ การศึกษา เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติในการตัดสินใจเลือกซื้อขนมไทย และอิทธิพลที่ส่งเสริมในการตัดสินใจซื้อขนมไทยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายทางด้านรสชาติ และความสะอาดถูกหลักอนามัย และเพื่อส่งเสริมการตลาดเพิ่มขึ้น คือ บรรจุภัณฑ์ ควรจะมีความสวยงามและน่าสนใจเพิ่มขึ้นด้วย

ขนมไทยของกลุ่มพัฒนาสตรีบ้านจังเอิน  เป็นสินค้าที่ยังไม่เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมากนัก เนื่องจากกลุ่มพัฒนาสตรีบ้านจังเอิน  ยังขาดความรู้ ความสามารถทางด้านการจัดจำหน่าย  และการส่งเสริมการขาย อีกทั้งตลาดในการรองรับผลิตภัณฑ์ค่อนข้างจะมีน้อยเพราะไม่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป จำเป็นจะต้องไปซื้อที่แหล่งผลิตและร้านค้าในอำเภอห้วยทับทันเท่านั้น ซึ่งทำให้ผู้บริโภคบางส่วนใหญ่ไม่สามารถไปซื้อถึงแหล่งผลิตได้ เพราะไม่สะดวกในการเดินทางและการขนส่ง
ขนมไทย  (ขนมดอกจอก)  หัตถกรรมความอร่อยที่แสดงออกถึงความอ่อนช้อยของ  ความเป็นไทย ตั้งแต่ครั้งอดีตกาลที่ก่อกำเนิดภูมิปัญญาไทยหลากหลายอย่างให้สืบสานต่อทั้งวิถีชีวิตประเพณี วัฒนธรรม ที่สามารถนำวัสดุมีอยู่ในท้องถิ่นมาปรุงแต่งเป็นของหวานได้มากหลายรูปแบบ จัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าคนไทยมีลักษณะนิสัยอย่างไร เพราะขนมแต่ละชนิดล้วน มีเสน่ห์ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อน ประณีต วิจิตรบรรจงในรูปลักษณ์ ตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ วิธีการทำที่กลมกลืน ความพิถีพิถัน สีที่ให้ความสวยงาม  มีกลิ่นหอม รสชาดของขนมที่ละเมียดละไมชวนให้รับประทาน     แสดงให้เห็นว่าคนไทยเป็นคนใจเย็น รักสงบ มีฝีมือเชิงศิลปะ

บันทึกความรู้
เส้นทางข้างหน้า ประตูสู่อนาคต
กลุ่มพัฒนาสตรีบ้านจังเอิน  หมู่ที่ ๕  ตำบลเมืองหลวง   อำเภอห้วยทับทัน  จังหวัดศรีสะเกษ
ได้ดำเนินกิจกรรมและจดทะเบียน  OTOP  ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙   แม้กลุ่มจะดำเนินกิจกรรมการผลิตได้ไม่นาน

แต่ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มก็เป็นที่ยอมรับของลูกค้า  มีตลาดทั้งในและนอกชุมชน   มียอดการสั่งซื้อสูงและต่อเนื่อง   ผลิตภัณฑ์หลัก  คือ กล้วยฉาบหวานและฉาบเค็ม  แต่นอกจากนี้  “ขนมดอกจอก”  ก็เป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่กลุ่มผลิตและสามารถจำหน่ายได้ในปริมาณมาก  เพราะรสชาติที่อร่อย กรอบ มัน และทอดออกมาได้สวย  ซึ่งคุณสมถวิล   อาจสาลี   ประธานกลุ่มได้เล่าถึงขั้นตอนการทำดังนี้
กลุ่มพัฒนาพัฒนาสตรีบ้านจังเอิน    ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕  ตำบลเมืองหลวง  อำเภอห้วยทับทัน จังหวัด
ศรีสะเกษ   เดิมทีสมาชิกกลุ่มมีอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลัก และมีอาชีพรับจ้างและเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพรอง  อาชีพเสริม คือทำขนมไทย  ซึ่งมีสมาชิกทั้งสิ้น  ๓๕  คน

ต่อมา สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอห้วยทับทัน  ร่วม  กับสำนักงานเกษตรอำเภอห้วยทับทัน  ได้สนับสนุนส่งเสริมฝึกอาชีพให้แก่สมาชิกกลุ่ม   โดยได้ฝึกอบรมด้านการทำขนม  และการแปรรูปผลิตทางการเกษตร เช่น การทำขนมดอกจอก   กล้วยฉาบ  ข้าวเกรียบ  สมาชิกกลุ่มก็เริ่มมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ คุณภาพของขนมให้ดีขึ้น   จนผลิตภัณฑ์ของกลุ่มทุกชนิด  ได้รับการรับรองมาตรฐานอาหารและยา (อย.) จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) และได้  OTOP ระดับ ๓  ดาว ระดับประเทศ

ปัจจุบันนี้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป็นที่ต้องการของตลาด   จนกลุ่มต้องขยายกำลังการผลิตเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ  ปัจจุบันสมาชิกกลุ่ม  มีจำนวนทั้งสิ้น  ๖๕  คน


ลึกลงฐาน สร้างงาน สร้างคน
หัวใจหลักนอกจากประสบการณ์ความรู้จากเนื้อหางานแล้ว  อีกด้านหนึ่งซึ่งถือเป็นจุดเด่นในการทำงานของกลุ่มพัฒนาสตรีบ้านจังเอิน  ก็คือ หลักการทำงานที่เน้นการสร้างความเข้มแข็งในกลุ่ม การสร้างการเรียนรู้ให้กลุ่ม  โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมถือได้ว่า  เป็นบทบาทสำคัญอย่างมากกับการทำงานของกลุ่มพัฒนาสตรีบ้านจังเอิน  จนทำให้กลุ่มสามารถดำเนินกิจกรรมอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน  “บทกล่าวทิ้งท้ายของคุณสมถวิล  อาจสาลี”


       “กรมการพัฒนาชุมชน ๒๕๕๔ : ปีแห่งวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา”

แบบบันทึกองค์ความรู้ (KM)
...............................................................
เจ้าของความรู้ นางจิตติมา  ทองศรี
ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอห้วยทับทัน
ชื่อเรื่อง “ขนมดอกจอก”  แน่หรือคือขนมไทย
เป็นงานเกี่ยวกับ การพัฒนาภูมิปัญญาหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)
เบอร์โทรศัพท์ ๐๘๓-๙๓๔๔๗๒๖


ขนมไทย หมายถึง ขนมที่ใช้ฝีมือของคนในท้องถิ่นในการผลิต



ขนมไทย หมายถึง ขนมที่ใช้ฝีมือของคนในท้องถิ่นในการผลิต เป็นขนมที่มีความเป็น พื้นบ้านที่มีความสวยงามน่ารับประทาน การห่อ หมายถึง การบรรจุขนมไทยจำหน่าย เพื่อส่งออกสู่ท้องตลาด หรือการนำไปจำหน่ายยังที่ต่างๆโครงงาน”ขนมไทยเขาใช้อะไรห่อ”ได้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจว่าขนมไทยที่จำหน่ายใช้วัสดุอะไรห่อและเพื่อศึกษาผลกระทบจากการใช้วัสดุต่างๆที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม



กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

จัดทำโดย
 ด.ญ.  พลอย  พันธุ์แพ        ชั้นป.6
                         ด.ญ.  นภิสา  เลิศสุวรรณ     ชั้นป.6
     ด.ญ.  กนกพร  วิมลสันติรังษี ชั้นป.6


อาจารย์ เสาวนีย์  กุลเพชรประสิทธิ์
กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
พ.ศ.2546

โครงงานนี้สำเร็จลุล่วงลงด้วยดีเนื่องจากได้รับความรู้   และคำแนะนำการทำโครงงานจากอาจารย์ผู้สอนคือ  อาจารย์เสาวนีย์    กุลเพชรประสิทธิ์
ตั้งแต่เริ่มทำโครงงานจนสิ้นสุดการทำโครงงาน
ขอขอบพระคุณ  แม่ค้าขายขนมไทยในตลาดสามแยกสันทรายทุกท่าน
ที่กรุณาได้ให้ข้อมูล สำหรับการทำโครงงาน
ท้ายสุดนี้ ขอกราบขอบพระคุณ คุณแม่ของคณะผู้จัดทำที่กรุณา   ช่วยเหลือเป็นกำลังใจ ให้ความดูแลเอาใจใส่ในการไปเก็บรวบรวมข้อมูล   มาโดยตลอด

คณะผู้จัดทำ
1.ด.ญ. พลอย  พันธุ์แพ
2.ด.ญ. นภิสา  เลิศสุวรรณ
3.ด.ญ. กนกพร  วิมลสันติรังษี
24 ธันวาคม 2646

    โครงงาน”ขนมไทยเขาใช้อะไรห่อ”ได้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจว่าขนมไทยที่จำหน่ายใช้วัสดุอะไรห่อและเพื่อศึกษาผลกระทบจากการใช้วัสดุต่างๆที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยมีวิธีการศึกษาค้นคว้าดังนี้
1.ศึกษาหาความรู้เรื่องการทำโครงงานจากเอกสารโครงงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดของสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)
2.ศึกษาหาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับวัสดุที่ใช้ห่อขนมและอาหารจากเอกสารและเว็บไซด์ต่างๆ
3.วางแผนและคิดวิธีการในการไปสำรวจร้านต่างๆที่ขายขนมไทย
4.รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการไปสำรวจร้านต่างๆพร้อมทั้งถ่ายภาพประกอบ
5.นำผลการสำรวจมาวิเคราะห์ข้อมูล
6.เขียนอภิปรายผลจากการศึกษาค้นคว้า
7.นำเสนอเพื่อนๆในห้องเรียนโดยใช้แผงโครงงาน
ผลการศึกษาพบว่าขนมไทยมีการใช้วัสดุห่อจำหน่าย 3 ชนิด ได้แก่ ใบตอง โฟม และพลาสติก วัสดุที่ใช้มากที่สุด คือ พลาสติก รองลงมาคือ โฟม และใช้น้อยที่สุดคือใบตอง นอกจากนี้ยังศึกษาพบว่าวัสดุที่ใช้เวลาย่อยสลายนานที่สุดคือ โฟม รองลงมาคือ พลาสติก และใบตองใช้เวลาย่อยสลายน้อยที่สุด

การนำความรู้เกี่นวกับวัสดุที่ใช้ห่อขนมไทยที่ได้จากการจัดทำเป็นโครงงานนั้นเป็นการส่งเสริมให้ผู้จัดทำได้ใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะเรื่องการผลิตและการบริโภคตลอดจนปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากการใช้วัสดุต่างๆ
คณะผู้จัดทำหวังว่าโครงงานนี้คงเป็นประโยชน์แก่นักเรียน เพื่อนๆ และบุคคลทั่วไปที่สนใจ
ผู้จัดทำ
 24 ธันวาคม 2546


บทคัดย่อ
กิตติกรรมประกาศ
คำนำ
บทที่ 1 ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
 วัตถุประสงค์
  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
  ขอบเขตของโครงงาน
  นิยามศัพท์เฉยาะ
 กรอบแนวคิด
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 3 การดำเนินงาน
บทที่ 4 ผลการดำเนินงาน
บทที่ 5 สรุปผลการศึกษาค้นคว้า
 อภิปรายผลการศึกษาค้นคว้า
 ประโยชน์ที่ได้รับ
 ข้อเสนอแนะ
บรรณานุกรม


ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

ในการเรียนเนื้อหากลุ่มสาระสังคมศึกษาเรื่อง”การผลิตและการบริโภค”โดยเฉพาะการผลิตและการบริโภคสินค้าไทย ผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยในท้องถิ่นและในการเรียนเนื้อหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำให้พวกเราได้เรียนรู้สินค้าของคนไทยในท้องถิ่นโดยเฉพาะขนมไทยที่พวกเราชอบรับประทานกันมากและสนใจที่จะศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ห่อขนมไทยว่ามีอะไรบ้างและส่งผลอย่างไรต่อสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น นอกจากนั้นยังเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้กับผู้จัดทำในด้านการผลิตและการบริโภคตลอดจนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อจะได้นำไปเผยแพร่แก่เพื่อนๆในห้องเรียนต่อไป เพราะบ่อยครั้งที่เราได้แต่รับประทานขนมไทยแล้วทิ้งวัสดุที่ใช้ห่อลงในถังขยะโดยไม่ได้คัดแยกขยะ จึงอยากค้นคว้าเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น เพราะที่โรงเรียนได้รณรงค์ให้นักเรียนให้ทิ้งขยะลงถังให้ตรงกับประเภทของขยะ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำงานชิ้นนี้ให้ออกมาเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆและรุ่นน้องในการมำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันต่อไป

1. เพื่อสำรวจว่าขนมไทยที่จำหน่ายใช้วัสดุอะไรห่อ
2. เพื่อศึกษาผลกระทบจากการใช้วัสดุที่ห่อขนมไทยจำหน่าย


1. ทำให้รู้ว่ามีวัสดุใดบ้างที่ใช้ห่อขนมไทย
2. ทำให้ทราบถึงผลกระทบจากการใช้วัสดุต่างๆที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
3. ได้รู้จักการเลือกใช้วัสดุต่างๆในการบรรจุขนมและอาหาร
4. ได้รับประสบการณ์ตรงจากการได้ไปสำรวจ
5. ได้รู้จักการทำงานกลุ่ม


ในการศึกษาครั้งนี้มีขอบเขตในการศึกษาคือ
1. การสำรวจ สำรวจเฉพาะตลาดสามแยกสันทรายน้อย อำเภอ     สันทราย  จังหวัดเชียงใหม่
2. ร้านค้าที่สำรวจคือ ร้านค้าที่จำหน่ายขนมไทยบริเวณตลาด3แยกสันทรายน้อยเท่านั้น
3. ในการสำรวจจะใช้วิธีสุ่มสำรวจขนมไทยจำนวน20ชนิดในวันเสาร์ที่6 ธันวาคม และเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2546

ขนมไทย หมายถึง ขนมที่ใช้ฝีมือของคนในท้องถิ่นในการผลิต เป็นขนมที่มีความเป็น พื้นบ้านที่มีความสวยงามน่ารับประทาน
การห่อ หมายถึง การบรรจุขนมไทยจำหน่าย เพื่อส่งออกสู่ท้องตลาด หรือการนำไปจำหน่ายยังที่ต่างๆ

ศึกษาเอกสาร

วางแผนงานสำรวจ

ตรวจสอบให้แน่ใจ

นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

เอกสารที่เกี่ยวข้อง
จากหนังสือ มาช่วยกันลดขยะ ของ งามทิพย์  ภู่วโรดม และคณะ พอสรุปได้ว่า ขยะเป็นปัญหาสำคัญอันดับ 1 ของสังคม
ปัจจุบันจึงเป็นภาระหนักของสังคมในการที่จะช่วยกันกำจัดขยะซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพความเป็นอยู่ในสังคมมากมายได้แก่
1. บ้านเมืองสกปรกไม่น่ามอง  เสียทัศนียภาพ  ส่งกลิ่นเหม็นรบกวน
2. เป็นแหล่งเพาะพันธุ์  และพาหะนำโรคต่าง ๆ  เช่น  หนู  แมลงสาบ  แมลงวัน  ทั้งยังเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคโดยตรง  เช่น  อหิวาตกโรค  อุจจาระร่วง  บิด  โรคผิวหนัง  บาดทะยัก  และโรคทางเดินหายใจ
3. ทำให้เกิดการปนเปื้อนของสารพิษ  เช่น  สารตะกั่ว  ปรอท  ลงสู่พื้นดิน และแหล่งน้ำ
4. ทำให้แหล่งน้ำเน่าเสีย
5. ท่อระบายน้ำอุดตัน  อันเป็นสาเหตุของปัญหาน้ำท่วม
6. เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ  เช่นฝุ่นละออง  เขม่า  ควันจากการเผ่าขยะ  และเกิดมีเทน  จากการฝังกลบขยะ
7. ขยะบางชนิดไม่ย่อยสลายและกำจัดได้ยาก  เช่น โฟม  พลาสติก  ทำให้ตกค้างสู่สิ่งแวดล้อม
   ดังนั้น  โครงการรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนร่วมใจกันคัดแยกขยะจึงเกิดขึ้น  เพื่อเป็นแนวทาง ในการลดปริมาณขยะที่ออกมาจากบ้านเรือน  สำนักงานและที่ต่าง ๆ ของชุมชน
จากหนังสือ 50 วิธีพิทักษ์โลกและสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กผู้แปลคือ พันธุมดี  เกตวันดี
กล่าวว่าโฟมเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่เรียกว่า สไตโรโฟม ใช้ทำสิ่งของ เช่น จานที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง     โฟมกล่องใส่อาหาร เพราะฉะนั้นการผลิตโฟมทำมาจากน้ำมัน  ซึ่งไม่สามารถแปลงกลับให้เป็นน้ำมันได้  และยังคงเป็นขยะที่ถาวรกำจัดไม่ได้    โฟมเป็น พลาสติกที่ทำจากสารเคมีที่ทำให้รูของโอโซนใหญ่ขึ้น  โฟมที่ผลิตต่อวันหากนำมาเรียงต่อกันความยาวของโฟมมากกว่าความยาวของโลกอีก  นอกจากนี้ยังให้ข้อคิดว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้โฟมทั้งการซื้อของที่บรรจุด้วยโฟม  และการนำโฟมไปใช้ในงานสร้างสรรค์อย่างอื่น

จาก www.yahoo.com “ขยะ”
     www.yahoo.com “โฟม”
สามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้
ตารางแสดงเวลาที่ใช้ในการย่อยสลาย ประโยชน์และโทษจากการใช้วัสดุต่างๆ

วัสดุ เวลาที่ใช้ในการย่อยสลาย ประโยชน์ โทษ/ปัญหา
ใบตอง 1-3 เดือน วัสดุธรรมชาติย่อยสลายง่ายราคาถูก หายาก/ต้องใช้คู่กับพลาสติก
พลาสติก 450 ปี สะดวก หาง่าย ราคาถูก ใช้เวลาย่อยสลายนาน
โฟม 500 ปี สะดวก สวยงาม หาง่าย ใช้เวลาย่อยสลายนาน

จากการสัมภาษณ์แม่ค้าขายขนมไทยตลาดสามแยกสันทราย ได้อธิบายถึงการใช้วัสดุในการห่อขนมไทยที่จำหน่ายว่าวัสดุประเภทพลาสติกและโฟม จำเป็นต้องใช้กับขนมไทยบางชนิดเพราะต้องการให้ผู้บริโภค ได้สังเกตเห็นสีสันของขนมที่สวยงามสะดุดตาทำให้น่าซื้อ และน่ารับประทานมากขึ้น ส่วนใบตองจะใช้ได้กับขนมไทยบางชนิดเท่านั้นเพราะถ้าห่อด้วยใบตองทั้งหมดจะสังเกตุเห็นขนมได้ไม่ชัดเจนดังเหตุผลดังกล่าวข้างต้น

วิธีการดำเนินงาน
1. รับความรู้เรื่องการทำโครงงานเชิงสำรวจกับอาจารย์ที่ปรึกษาและศึกษาจากหนังสือโครงงานที่ชนะการประกวดของสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)
2. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจากห้องสมุดของโรงเรียนและค้นคว้าจาก Website ต่างๆ
3. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับปัญหาของขยะและศึกษาถึงประโยชน์และโทษของวัสดุต่าง ๆ และค้นคว้าจาก Website ต่างๆ
4. ปรึกษาสมาชิกในกลุ่มเกี่ยวกับการวางแผนการสำรวจ รวบรวมข้อมูลการทำโครงงาน
5. สร้างเครื่องมือแบบบันทึกการสำรวจ
6. เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสำรวจสภาพจริง
7. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากการเก็บรวบรวมข้อมูล
8. ปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงผลงานให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
9. นำเสนอผลงานในรูปของรายงานการจัดทำโครงงาน
10. จัดทำเป็นแผงโครงงานเพื่อให้เพื่อนๆได้ศึกษาต่อไป

ผลการดำเนินงาน
ผลการศึกษาวัสดุที่ใช้ห่อขนมและอาหาร จากการศึกษาเอกสารและค้นคว้าจาก Website yahoo.com  พบว่าวัสดุที่ใช้ห่อขนมมีรายละเอียด ดังนี้
1. ใบตอง
       ใบตอง เป็นส่วนของต้นกล้วย (ดังรูปที่ 1)  ซึ่งมีใบขนาดใหญ่ (ดังรูปที่ 2)  มีประโยชน์มาก   สามารถนำมาใช้ ห่อของได้ เช่น ห่อขนม ห่ออาหาร   และที่สำคัญใบตองเป็นวัสดุธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ง่าย

รูปที่ 1  แสดงรูปของต้นกล้วย

รูปที่ 2  ใบของต้นกล้วย (ใบตอง)


2. โฟมและพลาสติก
        โฟมหมายถึง  พลาสติกที่ฟูหรือขยายตัว  ที่มีมากมายหลายประเภท  เช่น PE (Polyethylene) , PS (Polystyrene), PP (Polypropylene)  และในบรรดาพลาสติกหลายประเภทที่มีในโลกที่ใช้สารขยายตัวจะทำให้พลาสติกนั้นกลายเป็นโฟม  เรียกทั่วไปว่าโฟมพลาสติก  เช่น กล่องใส่อาหาร เป็นต้น

โฟมพลาสติกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ
1. Expandable polystyrene/EPS  ที่ใช้บรรจุสินค้ามีค่าต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ ตู้เย็นและเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ
2. Polystyrene paper/PSP ที่ใช้ทำถาดหรือกล่องบรรจุอาหาร
EPS คือ โฟม PS ที่ใช้ก็าซ Pentane ซึ่งเป็นก๊าซตระกูลเดียวกับก๊าซหุงต้ม หรือ Butane ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขยายตัวในระหว่างกระบวนการผลิตวัตถุดิบที่เรียกว่า Polymerization  เนื้อพลาสติก  PS จะทำปฏิกิริยากักเก็บก๊าซ Pentane เอาไว้ภายใน เมื่อนำโฟม EPS วัตถุดิบจะขยายตัวเมื่อได้รับความร้อนจากน้ำกลายเป็นเม็ดโฟมขาว  จากนั้นจึงนำไปขึ้นรูปมี 2  ลักษณะ คือ

1.1 อัดขึ้นรูปต่าง ๆ ตามลักษณะแม่พิมพ์ เช่น กล่องน้ำแข็งบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ
1.2 อัดเป็นรูปก้อนสี่เหลี่ยม  แล้วนำมาตัดเป็นขนาดต่าง ๆ ที่ต้องการ โดยทั่วไปโฟม EPS จะขยายตัวประมาณ 60 เท่า และเมื่อขยายตัวแล้วจะมีอากาศเข้ามาแทนที่ถึง 98 % ของปริมาตร  มีเพียง 2% เท่านั้นที่เป็นเนื้อพลาสติก PS  และนี่คือสาเหตุที่ทำให้โฟมมีขนาดใหญ่แต่กลับมีน้ำหนักเบา
3. Polystyrene Paper/PSP  คือ PS ที่ใช้ก๊าซหุงต้มหรือ Butane  เป็นสารที่ทำให้ขยายตัว  วัตถุที่ใช้คือเม็ดพลาสติก  PS ทั่วไปซึ่งเข้าสู่กระบวนการฉีดโดยสกรูซึ่งมีความร้อนจากไฟฟ้าเช่นเดียวกับการฉีดพลาสติกทั่วไป  เมื่อเม็ดพลาสติก PS ผ่านสกรูความร้อนจะหลอมตัว  ขณะที่พลาสติกออกจากปลายสกรูจะถูกฉีดด้วยก๊าซ Butane  เข้าทำปฏิกิริยาทำให้พลาสติกที่กำลังหลอมเกิดการขยายตัวประมาณ 20 เท่า  ฉีกออกเป็นแผ่นแล้วม้วนเข้าคล้ายกระดาษ
แล้วเก็บเข้าห้องเก็บที่อุณหภูมิปกติ  10-15 วันเพื่อให้ก๊าซ Butane  ระเหยออกจากแผ่นโฟมให้เหลือไม่เกิน  0.02 % ซึ่งจะไม่มีผลต่อ                              สุขภาพจากนั้นจะนำมาม้วนโฟมPSPที่ได้ไปขึ้นรูปด้วยความร้อนประมาณ100องศาเซลเซียส ตามลักษณะพิมพ์  เช่นกล่องใส่อาหาร  เป็นต้น  จะเห็นว่าในกระบวนการผลิตโฟมไม่ใช่สาร  CFC เลย

เนื่องจากโฟมทั้งสองประเภทคือ พลาสติก PS  ที่ขยายตัวจึงถูกนำมา       รีไซเคิลได้โดยการบดให้มี ขนาดเล็กแล้วนำมาหลอมโดยผ่านสกรูความร้อน
เพื่อกลายสภาพเป็นพลาสติก  PS  ซึ่งสามารถนำมาผลิตเป็นสินค้าพลาสติกทั่วไป  เช่น ตลับเทปเพลง  ม้วนวีดีโอเทป  ไม้บรรทัด  เป็นต้น  นอกจากนั้นโฟม EPS  ยังสามารถนำมาบดให้มีขนาดใกล้เคียงกับเม็ดโฟมใหม่แล้วนำกลับมาใช้ผสมกับเม็ดโฟมในกระบวนการซ้ำได้อีก   หรือนำไปเข้าเครื่องบีบอัดเม็ด  PS  แล้วนำไปผลิตเป็นสินค้าพลาสติก  เช่น  ไม้บรรทัด    ถาดรอง   เป็นต้น

ในโลกปัจจุบันนี้ก้าวสู่ยุคโลกาภิวัฒน์  การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติและผลจากการกระทำของการกระทำของมนุษย์ ก่อให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและผลจากการกระทำของมนุษย์ ก่อให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและเกิดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อม อันมีผลกระทบต่อประชากรทั้งโลกราว 6000 ล้านคน ทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่ง

จะลดลงเรื่อย ๆ  จึงต้องมาวัสดุสังเคราะห์มาใช้ทดแทนวัสดุธรรมชาติ เพื่อชลอการสูญสิ้นของทรัพยากรธรรมชาติ

โฟมในปัจจุบันเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่นำมาใช้แทนวัสดุธรรมชาติมีการพัฒนาใช้ทำบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการบรรจุอาหาร  เครื่องใช้สอย  เครื่องไฟฟ้า  ใช้ในการก่อสร้าง  ใช้ผลิตหนังในห้องเย็น  เป็นต้น  ซึ่งให้ผลดีมีราคาเหมาะสม  สามารถนำมากลับหมุนเวัยนใช้ใหม่ได้โดยไม่ต้องพึ่งการย่อยสลายตามธรรมชาติ  แสดงถึงโฟมไม่ใช่เป็นตัวทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และยังไม่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

ตามแนวความคิดของ พันธุมดี เกตะวันดี กล่าวว่าโฟมเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่เรียกว่า สไตโรโฟม ใช้ทำสิ่งของ เช่น จานที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง     โฟมกล่องใส่อาหาร เพราะฉะนั้นการผลิตโฟมทำมาจากน้ำมัน  ซึ่งไม่สามารถแปลงกลับให้เป็นน้ำมันได้  และยังคงเป็นขยะที่ถาวรกำจัดไม่ได้    โฟมเป็น
พลาสติกที่ทำจากสารเคมีที่ทำให้รูของโอโซนใหญ่ขึ้น  โฟมที่ผลิตต่อวันหากนำมาเรียงต่อกันความยาวของโฟมมากกว่าความยาวของโลกอีก  นอกจากนี้ยังให้ข้อคิดว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้โฟมทั้งการซื้อของที่บรรจุด้วยโฟม  และการนำโฟมไปใช้ในงานสร้างสรรค์อย่างอื่น




                            ไปสันทราย                       ไปดอยสะเก็ด

              ตลาดสามแยกสันทรายน้อย

                                                                                                                         ทิศเหนือ

                                                                                                                                           ทิศตะวันออก
                                                             
                              ไปลำปาง
                            ไปห้วยแก้ว                             สี่แยกศาลเด็ก

                                                                                                      รพ.แมคคอมิค


                                      P.R.C.

  เข้าเมือง

รูปที่ 3  แผนที่ตั้งตลาดสามแยกสันทรายน้อย
     อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่


รูปที่  4  แสดงด้านหน้าของตลาด


รูปที่ 5 แสดงด้านหน้าของตลาดอีกมุมหนึ่ง


รูปที่ 6 ลักษณะการห่อขนมข้าวเหนียวมันด้วยใบตอง


รูปที่  7  การใช้ใบตองห่อขนมสอดใส่


รูปที่  8  การห่อขนมหวานประเภทขนมชั้น  วุ้น  ทองหยิบ ฝอยทอง


รูปที่ 9  การใช้โฟมและพลาสติกห่อขนมวุ้น  เม็ดขนุน   ลูกชุบ


รูปที่  10  การห่อขนมข้าวเหนียวมันด้วยพลาสติก


ตารางที่ 1 แบบบันทึกแสดงผลการสำรวจการห่อขนมไทยในตลาดสามแยกสันทรายน้อย   เมื่อวันที่ 6และ13 ธันวาคม 2546

ลำดับที่ รายชื่อขนมไทยที่สำรวจ วัสดุที่ใช้ห่อ รวม
ใบตอง โฟม พลาสติก
1.  ขนมข้าวเหนียวมัน / / / 3
2.  ขนมชั้น / / 2
3.  ขนมครก / / / 3
4.  ขนมทองหยิบ / / 2
5.  ขนมเทียน / 1
6.  ขนมฝอยทอง / / 2
7.  ขนมสาลี่อ่อน / 1
8.  ขนมสอดไส้ / 1
9.  ข้าวต้มมัด / 1
10.  ขนมเบื้อง / / 2
11.  ขนมวุ้น / / / 3
12.  ทองหยอด / / 2
13.  ลูกชุบ / / 2
14.  เม็ดขนุน / / 2
15.  ขนมกล้วย / / 2
16.  ขนมถั่วแปบ / / / 3
17.  ขนมตะโก้ / / / 3
18.  ขนมสังขยา / / 2
19.  ขนมหม้อแกง / / 2
20.  ขนมถ้วยฟู / 1
รวม 9 14 17 40
ร้อยละ 22.5 35 42.5 100


จากตารางที่ 1     แสดงให้เห็นว่า ขนมไทยที่จำหน่ายในตลาดสามแยกสันทรายน้อย   มีการห่อด้วยพลาสติกมากที่สุด  คิดเป็นร้อยละ   42.5   รองลงมาคือโฟม  คิดเป็นร้อยละ 35 และใบตอง คิดเป็นร้อยละ  22.5  ตามลำดับ

ตารางที่  2      แสดงการใช้วัสดุที่ใช้ห่อขนมไทย     แต่ละชนิด ในตลาดสามแยกสันทรายน้อย
วัสดุที่ใช้ห่อขนมไทยแต่ละชนิด ขนมไทย ร้อยละ
  ใช้ใบตองอย่างเดียว ขนมสอดไส้,ข้าวต้มมัด,ขนมเทียน 15
  ใช้โฟมอย่างเดียว - 0
  ใช้พลาสติกอย่างเดียว ขนมถ้วยฟู,ขนมสาลี่อ่อน 10
  ใช้ใบตองและโฟม - 0
  ใช้ใบตองและพลาสติก ขนมกล้วย 5
  ใช้โฟมและพลาสติก ขนมชั้น,ขนมทองหยิบ,ขนมฝอยทอง,ขนมเบื้อง,ขนมทองหยอด,ขนมลูกชุบ,ขนมเม็ดขนุน,ขนมสังขยา,ขนมหม้อแกง 45
  ใช้ใบตอง โฟม และพลาสติก ขนมข้าวเหนียวมัน,ขนมครก,ขนมวุ้น,ขนมถั่วแปบ,ขนมตะโก้ 25


จากตารางที่ 2  แสดงให้เห็นว่าขนมไทยที่ใช้ใบตองห่อเพียงอย่างเดียวมี3ชนิดได้แก่ ขนมสอดใส้ขนมข้าวต้มมัด และขนมเทียน คิดเป็นร้อยละ 15 ขนมไทยที่ใช้โฟมห่อ เพียงอย่างเดียวไม่พบ
ขนมไทยที่ใช้พลาสติกห่อเพียงอย่างเดียวมี 2 ชนิด ได้แก่ ขนมถ้วยฟู และขนมสาลี่อ่อน คิดเป็นร้อยละ 10 ขนมไทยที่ใช้ทั้งใบตองและโฟมไม่พบ ขนมไทยที่ใช้ทั้งใบตองและพลาสติกมี 1 ชนิดได้แก่ ขนมกล้วย คิดเป็นร้อยละ 5 ขนมไทยที่ใช้ทั้งโฟมและพลาสติก มี 9 ชนิด ได้แก่ ขนมชั้น ขนมทองหยิบ ขนมฝอยทอง ขนมเบื้อง ขนมทองหยอด ขนมลูกชุบ ขนมเม็ดขนุน ขนมสังขยา และขนมหม้อแกง คิดเป็นร้อยละ 45 และขนมไทยที่ใช้วัสดุทั้ง 3 ชนิด คือ ใบตอง โฟม และพลาสติก มี5ชนิด ได้แก่ ขนมข้าวเหนียวมัน ขนมครก ขนมวุ้น ขนมถั่วแปบ และขนมตะโก้ คิดเป็นร้อยละ 25

ตารางที่  3 แสดงเวลาที่ใช้ในการย่อยสลายของแข็ง   และประโยชน์และโทษจากการใช้วัสดุต่าง ๆ

วัสดุ เวลาที่ใช้ในการย่อยสลาย ประโยชน์ โทษ/ปัญหา
ใบตอง 1-3 เดือน วัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายง่าย ราคาถูก หายากต้องใช้คู่กับพลาสติก
พลาสติก 450 ปี สะดวกหาง่ายราคาถูก ใช้เวลาย่อยสลายนาน
โฟม 500 ปี สะดวกสวยงาม หาง่าย ใช้เวลาย่อยสลายนาน


จากตารางที่ 3  แสดงให้เห็นว่าวัสดุแต่ละชนิดมีทั้งข้อดีข้อเสีย  โดยวัสดุโฟมที่ใช้เวลาในการย่อยสลายนานที่สุด  รองลงมาคือพลาสติก  ส่วนวัสดุที่ย่อยสลายง่ายที่สุดคือ  ใบตอง

ขยะเป็นปัญหาสำคัญอันดับหนึ่งของสังคมปัจจุบัน  กรุงเทพมหานครมีปริมาณขยะสูงถึง  8.5  พันตันต่อวัน  หากเฉลี่ยเป็นรายบุคคลแล้ว  1  คน  จะก่อให้เกิดขยะ  0.8- 1 กิโลกรม  ต่อวัน  จึงเป็นภาระหนักของสังคม  ในการจำกัดขยะเหล่านี้  ปริมาณขยะเกิดขึ้นมากมายทำให้มีขยะตกค้างเป็น
จำนวนมากในแต่ละวัน   ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพความ    เป็นอยู่ในสังคมมากมาย  ได้แก่
8. บ้านเมืองสกปรกไม่น่ามอง  เสียทัศนียภาพ  ส่งกลิ่นเหม็นรบกวน
9. เป็นแหล่งเพาะพันธุ์  และพาหะนำโรคต่าง ๆ  เช่น  หนู  แมลงสาบ  แมลงวัน  ทั้งยังเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคโดยตรง  เช่น  อหิวาตกโรค  อุจจาระร่วง  บิด  โรคผิวหนัง  บาดทะยัก  และโรคทางเดินหายใจ
10. ทำให้เกิดการปนเปื้อนของสารพิษ  เช่น  สารตะกั่ว  ปรอท  ลงสู่พื้นดิน และแหล่งน้ำ
11. ทำให้แหล่งน้ำเน่าเสีย
12. ท่อระบายน้ำอุดตัน  อันเป็นสาเหตุของปัญหาน้ำท่วม


13. เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ  เช่นฝุ่นละออง  เขม่า  ควันจากการเผ่าขยะ  และเกิดมีเทน  จากการฝังกลบขยะ
14. ขยะบางชนิดไม่ย่อยสลายและกำจัดได้ยาก  เช่น โฟม  พลาสติก  ทำให้ตกค้างสู่สิ่งแวดล้อม
   ดังนั้น  โครงการรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนร่วมใจกันคัดแยกขยะจึงเกิดขึ้น  เพื่อเป็นแนวทาง ในการลดปริมาณขยะที่ออกมาจากบ้านเรือน  สำนักงานและที่ต่าง ๆ ของชุมชน


1. สามารถลดปริมาณขยะได้เนื่องจากการคัดแยกขยะจะช่วยทำให้ได้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้  เช่น  กระดาษ  ขวด  โลหะ  พลาสติก  ส่วนที่เหลือที่จำเป็นต้องกำจัดให้มีปริมาณน้อยลง  ซึ่งสถานที่ใช้กำจัด  ทำลายขยะนับวันจะมีน้อยลง


1.1 ลดการใช้ ลดการใช้สินค้าฟุ่มเฟือย ใช้อย่างประหยัด  และใช้เท่าที่จำเป็นเช่น นำถุงผ้าไปตลาด
1.2 การซ่อมแซม การซ่อมแซมวัสดุสิ่งของที่ชำรุดให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้
1.3 การใช้ซ้ำ  เช่นการนำขวดมาล้างให้สะอาดเอาไว้ใส่น้ำดื่มในครั้งต่อไป



1.4 การนำกลับมาใช้ใหม่  เช่นการนำขยะมาแปรรูปมาใช้ใหม่   การใช้ขยะเป็นวัตถุดิบทดแทนในการผลิตสิ่งของต่าง ๆ

   
  โดยทั่วไปขยะที่แยกได้มี  3  ประเภท ใหญ่ ๆ
                         -  ขยะเศษอาหารแยกเพื่อนำไปใช้เป็นปุ๋ยหมัก
-  ขยะที่ยังใช้ได้นำมารวบรวมแยกวัสดุผลิต หรือ
ปรับปรุง  และนำประโยชน์ในการผลิต
                         - ขยะพิษ  ควรแยก  รวบรวมส่งกำจัดด้วยวิธีที่เหมาะสม  อาจใช้ได้ทั้งวิธีฝังกลบ  โดยวิธีพิเศษและการเผา
2. สามารถประหยัดงบประมาณ
   เมื่อขยะที่จะกำจัดเหลือปริมาณน้อยลง  งบประมาณที่ใช้ในการขนจะน้อยลง   ในปัจจุบันกรุงเทพมหานครต้องใช้คนงาน วัสดุ อุปกรณ์เก็บขนขยะ 9000 ตัน  คิดเป็นงบประมาณ ประมาณ 2000 ล้านบาทต่อปีใช้คนประมาณ 10000  คน ใช้รถกว่า 2000 คัน ใช้เรือหลายสิบลำ ใช้ถังขยะนับหมื่นใบค่าจ้างฝังกลบราคาตันละ 100 บาท และเงินเดินเจ้าหน้าที่นับมหาศาล ถ้าปริมาณขยะลดลงงบประมาณก็สามารถเหลือนำไปพัฒนาด้านอื่น ๆ ได้

3. สามารถใช้วัสดุหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่นแก้ว กระดาษ  โลหะ พลาสติก ซึ่งกระดาษ 1 ตันสามารถประหยัดการตัดต้นไม้ได้ถึง  17  ต้น
4. รักษาทรัพยากรและประหยัดพลังงาน
ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายลดลง เนื่องจาก การผลิตอุปกรณ์ที่เป็นพลาสติกแทนต้องใช้เม็ดพลาสติกใหม่  ซึ่งกว่าจะได้ผลผลิตต้องใช้พลังงานมากมาย  แนวทางแก้ไขโดยนำวัสดุที่ใช้แล้วนำมาหลอมใช้ใหม่
5. สามารถช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น  เมื่อขยะมีปริมาณน้อยลง       สิ่งแวดล้อมจะดีขึ้น   ทำให้บ้านเมืองสะอาดปลอดภัยต่อสุขภาพ

สรุปผลการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ห่อขนมไทย และผลกระทบจากการใช้วัสดุต่างๆ
1. รู้จักวัสดุที่ใช้ห่อขนมไทยในปัจจุบันมากขึ้น
2. รู้และเข้าใจผลกระทบจากการใช้วัสดุต่างๆที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม
3. ได้ข้อคิดว่า ในการใช้วัสดุต่างๆควรเลือกใช้ให้เหมาะสม
4. ถ้าจำเป็นต้องใช้วัสดุที่ย่อยสลายยากควรใช้อย่างถูกต้องและรู้จักการแยกขยะทุกครั้ง
อภิปรายผลการศึกษาค้นคว้า
จากการศึกษาค้นคว้าวัสดุที่ใช้ห่อขนมไทย และผลกระทบจากการใช้วัสดุทั้ง 2 กรณีนั้น ทำให้ผู้จัดทำได้รู้ว่า
ขนมไทยในปัจจุบันนิยมการใช้พลาสติกในการห่อมากที่สุด รองลงมาคือใช้โฟม และใบตองตามลำดับ ซึ่งวัสดุที่ใช้โดยเฉพาะพลาสติกและโฟม ได้ส่งผลกระทบต่อการเพิ่มปริมาณขยะในปัจจุบันเป็นอย่างมากและใช้เวลาในการย่อยสลายนานกว่าใบตองหลายเท่า แต่ด้วยเหตุผลที่ได้รับทราบจากการสัมภาษณ์แม่ค้าพบว่า ในบางครั้งก็มีความจำเป็นที่ต้องใช้โฟมและพลาสติกในการห่อขนมจำหน่ายทั้งนี้เพื่อต้องการนำเสนอสินค้าให้แก่ผู้บริโภคให้มองเห็นถึงรูปลักษณ์ ความสวยงาม สีสันสะดุดตา และน่ารับประทาน ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้จัดทำมีความเห็นว่าถ้าหากจำเป็นต้องใช้วัสดุที่ย่อยสลายยากควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะและเวลาทิ้งขยะ ควรคัดแยกขยะลงถังให้ถูกต้องเพื่อความสะดวกในการกำจัดกขยะและเป็นการลดค่าใช้จ่าย และขยะบางชนิด อาจนำไปรีไซเคิลเพื่อกลับมาใช้ใหม่ เพราะบางครั้งทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมีความเคยชินกับความสะดวกสะบายมากเกินไปจนลืมนึกถึงผลกระทบ ที่ตามมาโดยเฉพาะ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย มนุษย์ สัตว์ และพืช จะได้รับผลกระทบ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมไม่เฉพาะปัจจุบันเท่านั้น แต่อาจส่งผลไปถึงอนาคตอันยาวไกลได้

1. ทำให้ทราบวัสดุที่ใช้ห่อขนมไทยจำหน่ายในปัจจุบัน
2. ทำให้ทราบประโยชน์และโทษของวัสดุต่าง ๆ ในการห่อขนมและบรรจุอาหารต่าง ๆ
3. ทำให้ทราบแนวทางการลดขยะเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี

ทุกคนควรเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อม ควรร่วมใจกันใช้วัสดุจาก
ธรรมชาติเพื่อการประหยัด และสิ่งแวดล้อมที่ดี ถ้าหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุสงเคราะห์ไม่ได้ควรใช้วัสดุต่าง ๆ อย่างระมัดระวัง  ควรแยกขยะ    และคัดเลือกวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้นำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อเป็นการลดปริมาณขยะ  ช่วยประหยัดพลังงาน  และสิ่งแวดล้อมที่ดี

1. งามทิพย์  ภู่วโรดมและคณะ. มาช่วยกันลดขยะ. ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ   คณะอุตสาหกรรมการเกษตร.  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2. พันธุมดี  เกตะวันดี.  ผู้แปล. 50 วิธีพิทักษ์โลกและสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็ก. ม.ป.ป.
3. www. Yahoo.com  “ขยะ”
4. www. Yahoo.com  “โฟม”
5. สัมภาษณ์แม่ค้าที่ตลาดสามแยกสันทรายน้อย

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ขนมไทยกับวัฒนธรรมไทย“ข้าวนม” “เข้าหนม” “ข้าวหนม”


ขนมไทยกับวัฒนธรรมไทย“ข้าวนม” “เข้าหนม” “ข้าวหนม” ล้วนเป็นคำอันเป็นที่มาของคำว่า “ขนม” ซึ่งมีผู้สันทัดกรณีหลายท่านตั้งข้อสันนิษฐานไว้ เริ่มตั้งแต่คำแรก “ข้าวนม” ที่นักคหกรรมศาสตร์หลายท่านบอกต่อ ๆ กันมาว่าน่าจะมาจากคำคำนี้ เนื่องจากขนมมีอิทธิพลมาจากอินเดียที่ใช้ข้าวกับนมเป็นส่วนผสมสำคัญที่สุดในการทำขนมแต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากนมไม่มีบทบาทสำคัญในขนมไทยเลย ขนมไทยใช้มะพร้าวหรือกะทิทำต่างหาก
.........สำหรับ “เข้าหนม” นั้น พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจรัสพรปฏิญาณได้ทรงตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า “หนม” เพี้ยนมาจาก “เข้าหนม” เนื่องจาก “หนม” นั้นแปลว่าหวาน แต่หกลับไม่ปรากฎความหมายของ“ขนม” ในพจนานุกรมไทย มีเพียงบอกไว้ว่าทางเหนือเรียกขนมว่า “ข้าวหนม” แต่ถึงอย่างไรก็ไม่พบความหมายของคำว่า “หนม” ในฐานะคำท้องถิ่นภาคเหนือเมื่ออยู่โดด ๆ ในพจนานุกรมเช่นกัน
.........อีกข้อสันนิษฐานหนึ่งก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อย คำว่า “ขนม” อาจมาจากคำในภาษาเขมรว่า “หนม” ที่หมายถึงอาหารที่ทำมาจากแป้ง เมื่อลองพิจารณาดูแล้วพบว่าขนมส่วนใหญ่ล้วนทำมาจากแป้งทั้งนั้น โดยมีน้ำตาลและกะทิเป็นส่วนผสม ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า “ขนม” เพี้ยนมาจาก “ขนม” ในภาษาเขมรก็เป็นได้
.........ไม่ว่าขนมจะมีรากศัพท์มาจากคำใดหรือภาษาใด ขนมก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในสังคมไทยด้วยฐานะของขนมไทยอย่างเต็มภาคภูมิ และคนไทยเองก็ได้ชื่อว่าเป็นชนชาติหนึ่งที่ชอบกินขนมเป็นชีวิตจิตใจ
.........หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างขนมไทยกับคนไทยก็คือวรรณคดีมรดกสุโขทัยเรื่องไตรภูมิพระร่วง ซึ่งกล่าวถึงขนมต้มที่เป็นขนมไทยชนิดหนึ่งไว้
ขนมไทยเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในสมัยอยุธยา ดังปรากฎข้อความในจดหมายเหตุหลายฉบับ บางฉบับกล่าวถึง “ย่านป่าขนม” หรือตลาดขนม บางฉบับกล่าวถึง “บ้านหม้อ” ที่มีการปั้นหม้อ และรวมไปถึงกระทะ ขนมเบื้อง เตาและรังขนมครก แสดงให้เห็นว่าขนมครกและขนมเบื้องนั้น คงจะแพร่หลายมากจนถึงขนาดมีการปั้นเตาและกระทะขาย บางฉบับกล่าวถึงขนมชะมด ขนมกงเกวียนหรือขนมกง ขนมครก ขนมเบื้อง ขนมลอดช่อง จนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อันถือได้ว่าเป็นยุคทองของการทำขนมไทย ดังที่จดหมายเหตุฝรั่งโบราณได้มีการบันทึกไว้ว่า การทำขนมในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นเจริญรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชาวโปรตุเกสอย่างท่านผู้หญิงวิชาเยนทร์หรือบรรดาศักดิ์ว่า ท้าวทองกีบม้า ผุ้เป็นต้นเครื่องขนมหรือของหวานในวัง ได้สอนให้สาวชาววังทำของหวานต่าง ๆ โดยเฉพาะได้นำไข่ขาวและไข่แดงมาเป็นส่วนผสมสำคัญอย่างที่ทางโปรตุเกสทำกัน
ขนมที่ท่านท้าวทองกีบม้าทำขึ้นและยังเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบันก็ได้แก่ ขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมหม้อแกง และรวมไปถึง ขนมทองโปร่ง ขนมทองพลุ ขนมสำปันนี ขนมไข่เต่า ฯลฯ
ล่วงจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ผู้ทรงเป็นพระเจ้าน้องยาเธอในสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กล่าวไว้ว่าในงานสมโภชพระแก้วมรกตและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้มีเครื่องตั้งสำรับหวานสำหรับพระสงฆ์ ๒,๐๐๐ รูป ประกอบด้วย ขนมไส้ไก่ ขนมฝอย ข้าวเหนียวแก้ว ขนมผิง กล้วยฉาบ ล่าเตียง หรุ่ม สังขยา ฝอยทอง และขนมตะไล


ขนมผิง

.........ในภาพย์ห่อโคลงเห่เรือชมเครื่องคาวหวาน บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้กล่าวชมเครื่องหวานหรือขนมไทยหลายชนิดด้วยกัน อาทิ ข้าวเหนียวสังขยา ขนมลำเจียก ขนมทองหยิบ ขนมทองหยอด ขนมผิง ขนมรังไร ขนมช่อม่วง ขนมบัวลอย ฯลฯ
.........ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการพิมพ์ตำราอาหารออกเผยแพร่ การทำขนมไทยก็เป็นหนึ่งในตำราอาหารไทยนั้น จึงนับได้ว่าการทำขนมไทยและวัฒนธรรมขนมไทย เริ่มมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างมีระบบระเบียบในสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เอง    แม่ครัวหัวป่าก์เป็นตำราอาหารไทยเล่มแรก ประพันธ์โดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ในตำราอาหารไทยเล่มนี้ปรากฏรายการสำรับของหวานเลี้ยงพระอันประกอบด้วย ขนมทองหยิบ ขนมฝอยทอง ขนมหม้อแกง ขนมหันตรา ขนมถ้วยฟู ข้าวเหนียวแก้ว ขนมลืมกลืน วุ้นผลมะปราง ฯลฯ แสดงให้เห็นว่าขนมไทยนี้คนไทยนิยมใช้ในงานบุญ ซึ่งก็เป็นแบบแผนต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา


ขนมไทยกับวัฒนธรรมไทย

 น.ส. ชลกานต์ ชลจรารักษ์
รหัส 45015377
คณะเกษตร ภาควิชาคหกรรมศาสตร์

เลือกกินขนมไทยตามราศีเพื่อเสริมดวง


เลือกกินขนมไทยตามราศีเพื่อเสริมดวงว่ากันว่าคนที่ถืออะไรเคร่งครัด ก็จะระมัดระวังไปเสียหมด    ไม่ว่าจะเป็น การใส่เครื่องประดับ การเลือกสีเสื้อผ้าตามวัน     การปลูกต้นไม้มงคลในบ้าน  การเลือกเครื่องประดับตกแต่งภายในบ้าน การจัดบ้านตามหลักฮวงจุ้ย   หรือแม้กระทั่งการรับประทานอาหาร    ก็ยังมีบางคนที่เชื่อกันว่า   เราจะรับประทานอย่างไร เพื่อเสริมราศีของตนเอง   อย่างไรก็ตาม ควรจะรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ด้วยแล้วกัน เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี

     ราศีมังกร (เกิดระหว่าง 15 ม.ค.-14 ก.พ.)
        ขนมสวยหลากสี สร้างสรรค์ให้ชีวิตแปลกใหม่ เป็นคนธาตุดิน ต้องเสริมความตื่นเต้นแปลกใหม่กับชีวิตด้วยขนมชั้นสีสวยๆ เยลลี่ลายหวานๆ หรือลูกชุปช่วยเสริมสง่าราศีให้โดนเด่นดีที่สุด เครื่องดื่มที่เหมาะคือ น้ำหวานสีต่างๆ

     ราศีกุมภ์ (เกิดระหว่าง 15 ก.พ.-14 มี.ค.)
      โดดเด่นเป็นที่สนใจด้วยขนมหายาก เป็นคนธาตุลม ชอบขนมเบเกอรี่ ขนมเค้ก แต่มีขนมไทยหลายประเภทที่ช่วยเสริมดวงชะตา อาทิ สัมปันนี ฝอยทอง เครื่องดื่มที่เหมาะคือ น้ำส้ม น้ำเสาวรส น้ำแอปเปิ้ล

 ราศีมีน (เกิดระหว่าง 15 มี.ค.-14 เม.ย.)
      โชคดีทุกการเดินทางด้วยขนมพื้นบ้านหลากแบบ เป็นคนธาตุไฟที่ไม่ค่อยใจร้อนเท่าไหร่ ขนมพื้นบ้านจะช่วยเสริมให้เจ้าตัวโชคดีเรื่องการเดินทาง อาทิ ข้าวเม่า ข้าวตอก ข้าวตัง เล็บมือนาง เครื่องดื่มที่เหมาะเป็นประเภทน้ำผักผลไม้

     ราศีเมษ (เกิดระหว่าง 15 เม.ย.-14 พ.ค.)
       ลดอารมณ์ร้อนๆ ด้วยขนมเย็น เป็นคนธาตุไฟ มีนิสัยใจร้อนหงุดหงิดง่าย ควรแก้เคล็ดด้วยขนมประเภทเย็นๆ อาทิ ขนมลอดช่อง กระท้อนลอยแก้ว จะช่วยให้อารมณ์เย็นมีชีวิตชีวา สิ่งที่ติดขัดหรือมีปัญหาจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เครื่องดื่มที่เหมาะเป็นน้ำผลไม้ปั่น อาทิ น้ำสับปะรด น้ำกระเจี้ยบ

     ราศีพฤษภ (เกิดระหว่าง 15 พ.ค.-14 มิ.ย.)
       เสริมความก้าวหน้าด้วยขนมเนื้อแน่น เป็นคนธาตุดิน หนักแน่น มั่นคงมีความรักชอบในศิลปะแบบโบราณ ขนมที่ช่วยเสริมราศี อาทิ ตะโก้ ขนมชั้น ขนมเปียกปูน ขนมหม้อแกง ขนมถ้วย เครื่องดื่มที่เหมาะควรเป็นน้ำมะตูม น้ำตะไคร้ เก็กฮวย
      ราศีเมถุน (เกิดระหว่าง 15 มิ.ย.-14 ก.ค.)
        ขนมหายากสร้างเสน่ห์ให้เป็นที่รัก เป็นคนธาตุลม จิตใจแปรปรวน ขนมที่เสริมดวงชะตาให้เป็นที่รักของผู้อื่นอาทิ ขนมหน้านวล เครื่องดื่มเป็นน้ำผลไม้เช่นไวน์ พันซ์

      ราศีกรกฎ (เกิดระหว่าง 15 ก.ค.-14 ส.ค.)
        ชีวิตมีสีสันด้วยขนมรสชาติหวานมัน เป็นคนธาตุน้ำ ใจเย็นเพราะใจดีมีความนุ่มนวลขนมที่เสริมดวงชะตาสง่าราศี อาทิ ข้าวเหนียวสังขยา สังขยาฟักทอง ขนมประเภทแกงบวช เครื่องดื่มที่เหมาะคือประเภทน้ำหวาน ชา หรือกาแฟ ทั้งร้อนและเย็น

     ราศีสิงห์ (เกิดระหว่าง 15 ส.ค.-14 ก.ย.)
        เสริมความหรูหราด้วยขนมชื่อสิริมงคล เป็นคนธาตุไฟ ที่ค่อนข้างเอาแต่ใจขนมที่มีสีแดง ส้ม ทอง อาทิ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง จ่ามงกุฏ ข้าวเหนียวแดงจะช่วยเสริมความสง่างามและเสน่ห์ให้ตนเอง เครื่องดื่มที่เหมาะเป็นน้ำสมุนไพร พวกน้ำจับเลี้ยง ชา ดอกคำฝอย

     ราศีกันย์ (เกิดระหว่าง 15 ก.ย.-14 ต.ค.)
        คนรอบข้างรักใคร่เมตตาด้วยขนมสีขาว เป็นคนธาตุดิน ที่ค่อนข้างใจเย็น ขนมที่คู่บารมีกับชาวกันย์ ต้องมีสีขาวหรือสีนวลเมตตา ขนมผิง ขนมหน้านวล หรือวุ้นกระทิ จะช่วยให้คนรอบข้างรักใคร่ เครื่องดื่มที่เหมาะเป็นพวกน้ำสมุนไพร รังนก หรือโสม

     ราศีตุลย์ (เกิดระหว่าง 15 ต.ค.-14 พ.ย.)
        ขนมหลากสีสัน ผลักดันให้งานก้าวหน้า เป็นคนธาตุลม ที่ไม่ค่อยยินดียินร้ายกับอะไรทั้งสิ้น ขนมที่เสริมบารมีกับหน้าที่การงานต้องมีสีสันสดใส เช่น ขนมสัมปันนี   ช่อม่วง วุ้นกรอบ ข้าวเม่า เครื่องดื่มที่เหมาะควรเป็นน้ำผลไม้และนม

      ราศีพิจิก (เกิดระหว่าง 15 พ.ย.-14 ธ.ค.)
         ขนมผสมกระทิเนรมิตความร่ำรวย เป็นคนธาตุน้ำ มีความเป็นตัวของตัวเองสู้งานหนักสุขุม เหมาะกับขนมหวานประเภทแกงบวช ครองแครง ปลากริมไข่เต่า บัวลอย จะช่วยเสริมความร่ำรวย เครื่องดื่มที่เหมาะต้องมีรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะนาว

     ราศีธนู (เกิดระหว่าง 15 ธ.ค.-14 ม.ค.)
       ขนมมงคลพิธี ช่วยให้มีแต่คนเมตตา เป็นคนธาตุไฟ เหมาะที่สุดกับขนมที่มีชื่อเป็นมงคลจะเสริมให้เจริญก้าวหน้า เป็นที่รักใคร่ของคนรอบข้างเช่นขนมทองเอก โพรงแสม รังนก เครื่องดื่มที่เหมาะเป็นน้ำมะพร้าว น้ำตาลสด ชา กาแฟ


    ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการรับประทานขนมไทยตามราศีของตนก็แล้วกันนะคะ  บ๊าย...บาย


ขนมไทย เรียนทำขนมไทย สูตรขนมไทย ขนมดอกจอก



ขนมไทย สอนทำขนมไทย สูตรขนม สูตรขนมไทย เรียนทำขนมไทย ปัจจุบันนี้วัยรุ่นไม่ค่อยจะรับประทานของหวานไทยซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไทย  ชอบแต่รับประทานพวก คุกกี้ เค้ก จึงอยากจะทำโครงงานขึ้นเพื่อเป็นแบบอย่างของวัยรุ่นที่พวกเรายังไม่ลืมขนมหวานของไทยอีกทั้งยังเป็นการอนุรักษณ์ขนมไทยให้อยู่คู่คนไทยตลอดไป



หัวข้อโครงงาน การทำขนมดอกจอก
ผู้จัดทำ 1. นางสาวธัญลักษณ์  เทียนน้อย
  2. นางสาวผกามาศ  ศิริเกต
  3. นางสาวณัฐกมล  ปานเพชร
  4.  นางสาวณัฐชยา  ปานเพชร
ระดับชั้น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/5
ที่ปรึกษาโครงงาน 1.  คุณครูวราภรณ์  สวยรูป
  2.  คุณครูนงคราญ  อนุกูล
โรงเรียน โรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร
ปีการศึกษา 2552


      บทคัดย่อ

  จุดมุ่งหมายของโครงงานเพื่อเพื่อเป็นการอนุรักษ์ขนมไทย เนื่องจากในปัจจุบันนี้วัยรุ่นไทยไม่ค่อยชอบทานขนมไทย แต่ชอบทานขนมคุกกี้ ขนมเค้ก ที่มีแป้งและน้ำตาลเป็นส่วนผสมจำนวนมาก จึงส่งผลให้วัยรุ่นไทยเป็นโรคอ้วนเป็นจำนวนมาก และผู้ที่เป็นโรคอ้วนก็ยังเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อนได้ง่ายทั้งนี้ คณะผู้จัดทำจึงได้เล็งเห็นถึงปัญหาของวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน จนได้ค้นพบวิธีว่าเราจะต้องนำขนมไทยมาอนุรักษ์ไว้ และที่สำคัญยังเป็นการช่วยให้วัยรุ่นไม่เป็นโรคอ้วนอีกด้วย เนื่องจากขนมไทยมีส่วนผสมของแป้งและน้ำตาลน้อยและยังมีประโยชน์แก่ผู้ที่รับประทาน ไม่ว่าจะเป็น ความอร่อย และคุณค่าทางโภชนาการที่ผู้รับประทานจะได้รับ แล้วยังเป็นการอนุรักษ์ขนมไทยไว้อีกด้วย      และโครงงานนี้ยังจัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่วิธีการทำขนมดอกจอกเป็นวิทยาทานแก่ผู้ที่สนใจอยากจะทำเพื่อรับประทานเองหรือเพื่ออาชีพ

กิตติกรรมประกาศ
  คณะผู้จัดทำขอขอบคุณคุณครูที่ปรึกษาโครงงาน คุณครูราภรณ์   สวยรูป  คุณครูนงคราญ  อนุกูล ที่ให้คำแนะนำในการจัดทำโครงงาน  ขอขอบคุณ คุณแม่ลัดดา   ภูสุโคตร ที่ให้คำแนะนำในการทำโครงงาน และที่ขาดไม่ได้ ก็ต้องขอขอบคุณคุณยายปี หัสดี ที่เอื้อเฟื้อสถานในการทำโครงงาน ขอบคุณโรงเรียนยางตลาดวิทยาคารที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการจัดแสดงประเมินโครงงานในครั้งนี้ จนสำเร็จลุล่วงด้วยดี

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

       ปัจจุบันนี้วัยรุ่นไม่ค่อยจะรับประทานของหวานไทยซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไทย  ชอบแต่รับประทานพวก คุกกี้ เค้ก จึงอยากจะทำโครงงานขึ้นเพื่อเป็นแบบอย่างของวัยรุ่นที่พวกเรายังไม่ลืมขนมหวานของไทยอีกทั้งยังเป็นการอนุรักษณ์ขนมไทยให้อยู่คู่คนไทยตลอดไป
 จุดประสงค์ในการทำโครงงาน
1. เพื่อสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ
2. เพื่อให้เกิดความรู้ความข้าใจในการทำโครงงาน
3. เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
4. เพื่อสามารถสร้างรายได้ในระหว่างเรียนได้ และสามารถนำไปประกอบอาชีพได้
5. เพื่อส่งเสริมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พอกิน พอใช้  มีเหตุมีผล  มีความคุ้มค่า

แผนปฏิบัติงาน

ลำดับ รายการปฏิบัติ กำหนดเวลา ผลการปฏิบัติ
1 ประชุมวางแผน 29 ม.ค.53-30 ม.ค.53 สมาชิกในกลุ่มร่วมกันออกความคิด
2 เลือกโครงงาน 29 ม.ค.53-30 ม.ค.53 ได้โครงงานที่เลือก
3 เขียนโครงงาน 31ม.ค.53-3ก.พ.53 แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ
4 เสนอโครงงาน 6ก.พ.53 อาจารย์รับพิจารณาโครงงาน
5 ลงมือปฏิบัติ 7ก.พ.53 ได้ขนมที่อร่อย

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. ได้ขนมดอกจอกที่อร่อย  จำนวน  35   ถุง
2. รับประทานได้ จำนวน  40 คน
3. มีความรู้ความเข้าใจขั้นตอนการทำขนมดอกจอกที่ถูกต้อง
4. สามารถนำออกจำหน่ายหารายได้ระหว่างเรียนได้


 ค่าใช้จ่ายในการทำขนม
400  บาท  
1. แป้งข้าวจ้าวถุงละ 15 บาท  2  ถุง 30 บาท  
2. แป้งสาลีถุงละ  45 บาท   1 ถุง
3. แป้งมันถุงละ 10   บาท  2 ถุง 20 บาท
4. น้ำมันถุงละ  47 บาท  3 ถุง
5. น้ำตาลทรายถุงละ 23 บาท 1 ถุง
6.ไข่ไก่ 10 บาท
7. งาดา 10 บาท
8. ถุงพับ 45 บาท
9. น้ำเปล่า (ที่บ้าน)
10. น้ำปูนใส (ที่บ้าน)
11. เกลือป่น (ที่บ้าน)
12. ถุงพับแพ็คละ 45 บาท
13. แก๊ส 100 บาท


วัสดุ/อุปกรณ์

           
น้ำมันปาล์ม กะลามะพร้าว     แป้งข้าวจ้าว
   
  ที่คีบ งาดำและเกลือ         แป้งมัน
   
  ถุงพับ กระทะ       แป้งสาลี
       
  ขวดสำหรับดันถุง ทิชซู่       ที่คีบขนม
     
  กระชอนตักเศษขนม เตาแก๊ส       ตะแกรง



ส่วนผสม

1. แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม
2. แป้งมัน 100 กรัม
3. แป้งสาลี 50 กรัม
4. ไข่ไก่ 1 ฟอง
5. น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย (หรือชอบมากเพิ่มไปอีก 2 ชต. ก็ได้ค่ะ เพราะที่ทำออกมาไม่ค่อยหวาน แต่ที่เด็กๆชอบค่ะ)
6. เกลือป่น 1 ชช.
7. น้ำมัน 1 ชต.
8. น้ำปูนใส 1/2 ถ้วย
9. น้ำ 1/2 ถ้วย
10. งาดำ งาชอบ ตามความชอบ
11. น้ำมัน สำหรับทอด
12. พิมพ์ขนมดอกจอก


วิธีทำ

 1. ผสมแป้งทั้งสามชนิดรวมกัน ค่อยใส่น้ำปูนใส และน้ำ ทีละ นิด นวดแป้งพอเข้ากัน จากนั้น ใส่ไข่ไก่ น้ำตาลทราย เกลือป่น น้ำมัน
   
2. คนให้เข้ากัน เติมน้ำที่เหลือจนหมด

3. ใส่น้ำมันลงใน แช่พิมพ์สำหรับทำขนมในน้ำมัน ตั้งไฟให้ร้อน ใช้ไฟปานกลาง

4. ยกพิมพ์ขึ้นซับกับกระดาษซับน้ำมัน แล้วจุ่มลงในแป้งที่เตรียมไว้ ให้แป้งติดพิมพ์ แล้วนำลงไปจุ่มในน้ำมันทอด

5. พอแป้งอยู่ตัวแล้วสะบัดให้แป้งหลุดจากพิมพ์ (ถ้าไม่หลุดหากไม้หรือมีปลายแหลมช่วยเขี่ยออกได้ค่ะ)

6. ทอดให้เหลือง

7. ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน

8. ปล่อยให้เย็น

9. บรรจุลงถุง

 10.แพ็คถุง


  ผลการดำเนินงาน

 

สรุปผลการทดลอง
  จากการทดลองพบว่าการที่จะทำขนมดอกให้อร่อยอยู่ที่ส่วนผสมในการทำ และมีส่วนผสมในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะ ถ้าใส่น้ำมาเกินไป ขนมก็จะไม่ติดพิมพ์ หรือว่าถ้าใส่แป้งมาเกินไปขนมก็จะหนาทำให้เวลาทอดขนมก็จะไม่สุก

ข้อเสนอแนะ

1. พิมพ์ใช้ทำขนม ควรแช่ในน้ำมันก่อน 1 คืน จะทำให้ขนมล่อนออกจากพิมพ์ง่าย
2. ถ้าพิมพ์ไม่ร้อน ก็จะจุ่มแป้งไม่ติด และถ้าน้ำมันติดพิมพ์มากไป แป้งก็จะไม่ติดเช่นกันค่ะ
3. ควรคนแป้งให้เข้ากันก่อนทุกครั้ง ก่อนจุ่มพิมพ์ เพราะแป้งที่ผสมจะนอนก้น
4. การทอดแต่ละครั้ง ควรแบ่งแป้งใส่ถ้วยเล็กที่มีขนาดใหญ่กว่าพิมพ์เล็กน้อย

ที่มาของสูตร อาหารเป็นอาชีพ "ขนมหวาน" โดย อ.ศรีสมร คงพันธ์

เรียนทำขนมไทย สูตรขนมไทย สอนทำขนมไทย รายการต่างๆ


เรียนทำขนมไทย สูตรขนมไทย สอนทำขนมไทย รายการขนมไทยที่จัดสอน  วันที่ 1
  1. ฝอยทอง
  2. สังขยามะพร้าวเผา
  3. ครองแครง
  4. มะพร้าวแก้ว

รายการขนมไทยที่จัดสอน  วันที่ 2
  1. ลูกชุบ
  2. ถั่วกวน
  3. ปุยฝ้าย
  4. ขนมผิง


ที่
รายการ
จำนวน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29

30
31
32
33
34
ไข่เป็ด
ไข่ไก่
มะพร้าวเผา
น้ำตาลทราย
กะทิ
น้ำตาลปิ๊บ
แป้งถั่วเขียว
แป้งข้าวโพด
ถั่วเขียวเลาะเปลือก
วุ้นผง
สีผสมอาหาร
แป้งสาลีตราบัวแดง
แป้งมันสำปะหลัง
S.P  ของ U.F.M
กลิ่นนมแมว
พู่กันระบายสี
แป้งข้าวเจ้า
แป้งท้าวยายม่อม
แป้งข้าวเหนียว
มะพร้าวทำไส้ขนม
เผือก
ใบเตย
กล่องใส
ถ้วยจีบกระดาษเบอร์26
กระดาษซับน้ำมัน
น้ำมันสำหรับทอด
แบะแซ
นมข้นจืด
ไม้เสียบลูกชิ้น
ถุงหิ้ว
มีดสองคม
ที่ขูดมะพร้าว
ถุงบีบเค้ก
หัวบีบคุกกี้
กระทะทอง, พายไม้, รังถึงนึ่ง , กรวยโรยฝอยทอง พิมพ์กดเรไร  เทียนอบขนม
400     ฟอง
200     ฟอง
60     ลูก
70     ก.ก
           60     ก.ก
10    ก.ก
1      ถุง
2      ถุง
10    ก.ก
10    ถุง
30     ขวด
10     ก.ก
10       ก.ก
1       ก.ป
3       ขวด
30     อัน
10      ก.ก
1         ก.ก
5         ก.ก
40       ลูก
1                            ก.ก
10       มัด
10       ห่อ
1                            ห่อ
1                              พับ
5         ขวด
1                              ก.ก
2                              ก.ป
10                        ห่อ
10                  ห่อ
10            อัน
10               อัน
6                   ใบ
             6          หัว




ขนมปุยฝ้าย

ส่วนผสม                                                               น้ำหนัก (กรัม)                                     สูตรตวง

แป้งเค้กตราบัวแดง                                             200                                                         2 ¼         ถ้วย
ผงฟู                                                                        3                                                              1              ช้อนชา
ไข่ไก่                                                                      100                                                         2              ฟอง
น้ำตาลทราย                                                          175                                                         1              ถ้วย
เอส  พี                                                                   10                                                           2              ช้อนชา
น้ำ                                                                           100                                                         ½             ถ้วย
นมข้นจืด                                                               50                                                           3              ช้อนโต๊ะ
กลิ่นนมแมว                                                         2                                                              1              ช้อนชา

วิธีทำ

1.                                     ร่อนแป้งเค้กและผงฟูรวมกัน
2.                                     ตีไข่ไก่ + น้ำตาลทราย + น้ำ + เอส พี ด้วยความเร็วสูงสุด  ใช้หัวตีตะกร้อ จนส่วนผสมขาวข้น ตั้งยอด
3.                                     เติมแป้งทีละน้อยจนหมดแป้ง โดยใช้ความเร็วต่ำ  ตามด้วยนมข้นจืด  กลิ่นนมแมว
4.                                     แบ่งแป้งใส่ถ้วย หยดสีตามชอบคนสีให้เข้ากับแป้งจนแป้งเหนียวเหลวหยอดได้
5.                                     ตักหยอดใส่พิมพ์ก้นจีบที่รองด้วยกระดาษให้เต็มถ้วย  นึ่งบนลังถึงที่ใส่น้ำมากไฟแรงน้ำเดือดพล่าน ประมาณ  10  นาที

ข้อเสนอแนะ
                ควรใส่สีอ่อนๆ  เพราะเมื่อนึ่งแล้วสีจะเข้มขึ้น

ขนมสังขยามะพร้าวเผา

ส่วนผสม                                                               น้ำหนัก (กรัม)                                     สูตรตวง

มะพร้าวเผา                                                                                                                          6              ลูก
ไข่เป็ด                                                                    500                                                         2              ถ้วยตวง
หัวกะทิ                                                                  500                                                         2              ถ้วยตวง
น้ำตาลปีบ                                                             200                                                         1              ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย                                                          100                                                         2/3          ถ้วยตวง
แป้งข้าวเจ้า                                                           30                                                           3              ช้อนโต๊ะ
ใบเตย                                                                                                                                     10           ใบ
วิธีทำ
1.                                     ไข่เป็ด  น้ำตาลปีบ  น้ำตาลทราย  ใบเตย  รวมกัน  ขยำจนน้ำตาลละลายหมด  แล้วกรองเอากากใบเตยออก
2.                                     ผสมหัวกะทิลงในส่วนผสมข้อ 1 คนให้เข้ากัน
3.                                     ตักสังขยาใส่ในมะพร้าวเผา  นำไปนึ่งในลังถึงน้ำเดือด  ประมาณ  30  นาที
4.                                     วิธีทดสอบว่าขนมสุกหรือไม่ให้ใช้ไม้จิ้มลงในขนมให้ถึงก้นมะพร้าว ถ้าขนมไม่ติดไม้ แสดงว่าขนมสุก


ขนมถั่วเขียวกวน

ส่วนผสม                                                               น้ำหนัก (กรัม)                                     สูตรตวง

ถั่วเขียวเลาะเปลือกนึ่งบดละเอียด                    1000                                                       6              ถ้วยตวง
หัวกะทิ                                                                  500                                                         2              ถ้วยตวง
มะพร้าวขูดขาว                                                    150                                                         1              ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย                                                          600                                                         3 ¼         ถ้วยตวง
แบะแซ                                                                  200                                                         1              ถ้วยตวง

วิธีทำ
1.                                     ผสมส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน  คนให้เข้ากันแล้วยกขึ้นตั้งไฟ กวนจนเหนียว พักไว้ให้เย็น
2.                                     กดใส่พิมพ์ถั่วอัดให้สวยงาม


ขนมฝอยทอง

ส่วนผสม                                                               น้ำหนัก (กรัม)                                     สูตรตวง

ไข่แดง (ไข่เป็ด)                                                   250                                                         10           ฟอง
ไข่น้ำค้าง                                                               50                                                           ¼             ถ้วย
น้ำมันพืช                                                              10                                                           1              ช้อนชา
น้ำตาลทรายขาว                                                   2000                                                       10           ถ้วย
น้ำลอยดอกมะลิ                                                   1500                                                       6              ถ้วย

น้ำเชื่อม  2 ชนิด
1.             น้ำเชื่อมชนิดใส  ไว้ล้างฝอยทอง
                                น้ำตาลทราย   2  ถ้วย   ผสมน้ำลอยดอกมะลิ  2  ถ้วย  ตั้งไฟให้เดือด  แล้วกรอง
2.             น้ำเชื่อมชนิดข้น
                        น้ำตาลทราย  8  ถ้วย  ผสมน้ำลอยดอกมะลิ  4  ถ้วย  ตั้งไฟให้เดือด แล้ว กรอง

วิธีทำ
1.             นำไข่เป็ดล้างเปลือกให้สะอาด  ต่อยไข่ใส่ชาม แยกไข่แดงและไข่ขาวออกจากกัน ไข่ขาวใส ๆ เรียกว่า ไข่น้ำค้าง ให้เทแยกไว้ต่างหาก
2.             เอาไข่แดงใส่ผ้าขาวบางรูดไข่แดงเอาเยื่อออกให้หมด
3.             เทไข่น้ำค้าง และน้ำมัน ลงในไข่แดงแล้วคนให้เข้ากัน
4.             เทไข่ใส่กรวย โรยลงบนน้ำเชื่อมชนิดข้นที่เปิดไฟกลางให้น้ำเชื่อมเดือดเฉพาะตรงกลาง
5.             โรยไข่ประมาณ 15 รอบ แล้วใช้ไม้แหลมยาวช้อนขึ้นล้างฝอยทองให้เรียงเส้นแล้วนำมาล้างในน้ำเชื่อมใสอีกครั้งหนึ่ง ก่อนพับเป็นแพให้สวยงาม


มะพร้าวแก้ว

ส่วนผสม                                                               น้ำหนัก (กรัม)                                     สูตรตวง
มะพร้าวทึนทึก                                                    1000                                                       5              ถ้วย
น้ำตาลทรายขาว                                                   600                                                         3              ถ้วย
สีผสมอาหาร

วิธีทำ
1.  ขูดมะพร้าวให้เป็นเส้นด้วยมือแมว
2.  ตวงน้ำตาลทรายใส่กระทะ ใส่น้ำลงไปเล็กน้อยเพื่อไม่ให้น้ำตาลไหม้
3.  ใส่มะพร้าวกวนให้เข้ากับน้ำตาล  ใช้ไฟอ่อน ๆ กวนจนน้ำตาลแห้ง หยดสีตามต้องการอย่าให้สีเข้มจนเกินไป
4.  นำมะพร้าวมากองขนาดพอคำปล่อยทิ้งไว้จนแห้งสนิท


ขนมผิง
ส่วนผสม
แป้งมันสำปะหลัง                               2 ½                      ถ้วย
กะทิ                                                        1                              ถ้วย
น้ำตาลทราย                                          2/3                          ถ้วย
ไข่แดง                                                   2                              ถ้วย

วิธีทำ
1.                     ผสมกะทิ น้ำตาลทราย เคี่ยวด้วยไฟอ่อนให้เป็นยางมะตูม แล้วยกลง
2.                     ใส่ไข่แดง กวนให้เข้ากัน ใส่แป้งนวดให้นานมากๆ หมักแป้งทิ้งไว้ 1 คืน
3.                     ปั้นเป็นก้อนกลมๆ วางในถาดที่ทาน้ำมันมะพร้าว
4.                     นำเข้าอบไฟ 150 องศาเซลเซียส ประมาณ  10-15 นาที จนเหลืองนวล พักให้เย็น
5.                     นำอบควันเทียนให้หอม



ขนมลูกชุบ
ส่วนผสม                                                               น้ำหนัก (กรัม)                                     สูตรตวง
วุ้นผง                                                                     45                                                           3              ช้อนโต๊ะ
น้ำ                                                                           1500                                                       6              ถ้วย
น้ำตาลทราย                                                          100                                                         2/3          ถ้วย
กลิ่นมะลิ
ถั่วเขียวเลาะเปลือกนึ่งบดละเอียด                    1000                                                       6              ถ้วยตวง
หัวกะทิ                                                                  500                                                         2              ถ้วยตวง
มะพร้าวขูดขาว                                                    150                                                         1              ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย                                                          600                                                         3 ¼         ถ้วยตวง
แบะแซ                                                                  200                                                         1              ถ้วยตวง

วิธีทำ
1.             ผสมส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน  คนให้เข้ากันแล้วยกขึ้นตั้งไฟ กวนจนเหนียว พักไว้ให้เย็น
2.             ปั้นถั่วให้เป็นรูปทรงต่างๆ เสียบไม้ไว้
3.             นำวุ้นผงใส่น้ำและน้ำตาลตั้งไฟให้น้ำตาลและวุ้นละลาย
4.             นำถั่วที่ปั้นไว้ชุบวุ้น 1 ครั้ง แล้วตากให้แห้ง
5.             นำมาระบายสีให้สวยงามเหมือนของจริง
6.             นำไปชุบวุ้นอีก 3 ครั้ง  ถอดออกจากไม้ นำมาตัดแต่งให้สวยงาม




รายการเบเกอรี่ที่จัดสอน  วันที่ 3
1.             เค้กฝอยทอง
2.             ขนมปังเนยสด
3.             คุกกี้เนย
4.             คุกกี้ช็อกโกแลตชิพ
รายการเบเกอรี่ที่จัดสอน  วันที่ 4
5.             ขนมปังขาไก่
6.             เค้กคัสตาร์ด
7.             เค้กกล้วยหอม
8.             พายร่วน



ที่
รายการ
จำนวน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
41
42
43
44
45
46
ไข่เป็ด
ไข่ไก่
น้ำตาลทราย
น้ำตาลปิ๊บ
แป้งเค้ก
แป้งข้าวโพด
แป้งสาลีตราบัวแดง
แป้งอเนกประสงค์
S.P  ของ U.F.M
แป้งขนมปัง
กล่องใส
ถ้วยจีบกระดาษเบอร์26
กระดาษซับน้ำมัน
น้ำมันพืช
นมข้นจืด
ผงฟู
ครีมออฟทาร์ทาร์
น้ำมันพืช
โซดาไบคาร์บอเนต
นมผง
มาการีน
เนยสด
ยีสต์น้ำตาล
เนยขาว
เกลือ
งาดำ
น้ำตาลไอซิ่ง
กลิ่นนมเนย
ลูกเกด
มะเขือเขียวแดง
น้ำตาลแดง
ช็อคโกแลตชิพ
เม็ดมะม่วงหิมพานต์
กล้วยหอม
สับปะรดกวน
ถั่วแดงกวน
เผือกกวน
ถ้วยฟรอยด์
ผ้าขาวบาง
พายยาง
แปรงทาเนย
กระดาษไข
ถ้วยพลาสติกพร้อมฝา
ถุงจีบ
โบว์
ลวดสี
400     ฟอง
300     ฟอง
70     ก.ก
5    ก.ก
20      ถุง
2      ถุง
10     ก.ก
10       ก.ก
1       ก.ป
40      ก.ก
10       ห่อ
2                            ห่อ
2                              พับ
5         ขวด
50        ก.ป
              1        ก.ก
              1        ขวด
              10      ขวด
               1       กล่อง
               2        ก.ก
               20       ก.ก
               3         ก.ก
               3         ห่อ
               5         ก.ก
               1         ถุง
               1         ก.ก
               5         ก.ก
               1         ขวด
               3         ก.ก
               2         ก.ก
               1         ก.ก
               2         ก.ก
               3         ก.ก
              10         หวี
             6       ก.ก
             6       ก.ก
             6       ก.ก
            200    ใบ
                 6     ผืน
                 6     อัน
                 6     อัน
                 100  แผ่น
               200      ใบ
                   6      ห่อ
                   10     ม้วน
                    3       ห่อ



อุปกรณ์
1.  เครื่องผสมขนาด 5 ลิตร (ใช้หัวตะกร้อ)                                                  เครื่อง
2.  เตาอบแก๊สหรือเตาอบไฟฟ้า                                                                      เตา
3.  เครื่องชั่ง ขนาด 1,000 กรัม                                                                        1  เครื่อง
4.  ช้อนตวง                                                                                                         1  ชุด
5.  ถ้วยตวงของแห้ง                                                                                           1  ชุด
6.  ถ้วยตวงของเหลว                                                                                          1  ใบ
7.  ชามผสมสแตนเลส                                                                                      2  ใบ
8.  ตะแกรงร่อนแป้ง                                                                                          1  อัน
9.  พายยาง                                                                                                           1  อัน
10. ตะแกรงพักขนม                                                                                          1  อัน
11. ที่ปาด                                                                                                              1  อัน
12. มีดฟันเลื่อย                                                                                                   1  เล่ม
13. แปรงทาเนย                                                                                                  1  อัน
14. ถาดอะลูมิเนียม                                                                                            1  ถาด
15. กระดาษลอกลาย                                                                                          1  แผ่น
16. ถาดขนาด 11×15×2 นิ้ว                                                                             1  ถาด
17. ตะกร้อมือ                                                                                                      1  อัน

  วัตถุดิบที่ต้องเตรียม   ส่วนผสม                       น้ำหนัก (กรัม)             สูตรตวง
ส่วนที่  1 น้ำตาลคาราเมลไรซ์
 น้ำตาลทราย                                           120     กรัม                        1/2     ถ้วย
ส่วนที่  2 ครีมคัสตาร์ด
1.             น้ำตาลทราย                                          180     กรัม                1      ถ้วย
2.             ไข่แดงเบอร์  2 (ตีพอแตก)                      85     กรัม                5      ฟอง
3.             นมข้นจืด                                               410     กรัม               13 /4  ถ้วย
4.             วานิลา                                                     10     กรัม               1       ช้อนโต๊ะ
5.             แป้งข้าวโพด                                           10     กรัม               1        ช้อนโต๊ะ
   ส่วนที่  3 ตัวเค้ก
1.             แป้งเค้ก                                                    280    กรัม                      2 3 /4   ถ้วย
2.             ผงฟู                                                            10    กรัม             1            ช้อนโต๊ะ        
3.             น้ำตาลทรายละเอียด (1)                           150    กรัม             3 /4       ถ้วย        
4.             ไข่ขาว                                                      330    กรัม             10       ฟอง
5.             ครีมออฟทาร์ทาร์                                         3     กรัม             1         ช้อนชา
6.             น้ำมันพืช                                                   90     กรัม              1 /2       ถ้วย
7.             น้ำเปล่า                                                    250     กรัม              1         ถ้วย
8.             ไข่แดงเบอร์  2                                           85     กรัม                5      ฟอง
9.     น้ำตาลทรายละเอียด (2)                         150     กรัม               3 /4     ถ้วย                                   

วิธีทำ
1.  เตรียมวัตถุดิบส่วนผสมโดยชั่งหรือตวงตามรายการที่ระบุไว้ 
2.  นำส่วนที่ 1 น้ำตาลทราย 120 กรัมใส่ถาดขนาด 11×15×2 นิ้ว  นำไปตั้งไฟ ให้เป็นน้ำตาลคาราเมลไรซ์     สีเหลืองทองพักไว้ให้เย็น
3. นำส่วนผสมที่ 2  (ครีมคัสตาร์ด) ผสมด้วยตะกร้อมือพอเข้ากัน 
4. เทส่วนผสมครีมคัสตาร์ดลงถาดพักไว้
5. ร่อนแป้งเค้ก  ผงฟู  พักไว้
6. ผสมน้ำเปล่า  กับไข่แดง  น้ำตาล(2)  และน้ำมันพืชด้วยตะกร้อมือ เมื่อเข้ากันดีแล้วใส่แป้ง 
7. นำไข่ขาว 10  ฟอง  ตีให้ขึ้นกับน้ำตาล (1)  ครีมออฟทาร์ทาร์ด้วยเครื่องตีหัวตะกร้อด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ  3  นาทีหรือกระทั่งไข่ตั้งยอดแหลม
8. ผสมไข่ขาวกับส่วนผสมของแป้ง
 9.      ผสมส่วนผสมให้เข้ากันดี
 10. เทส่วนผสมลงในถาดครีมคัสตาร์ด นำเข้าเตาอบด้วยวิธีรองน้ำอุณหภูมิ  180  องศาเซลเซียส     
  (350  องศาฟาเรนไฮด์) ใช้เวลา  40-45  นาทีหรือจน กระทั่งสุก
 11. คัสตาร์ดชิฟฟ่อนเค้กพร้อมบรรจุ

ข้อเสนอแนะ
1.      เมื่อขนมต้มสุกแล้วควรคว่ำพิมพ์บนตะแกรงจนกระทั่งขนมเย็นหรืออุ่นๆ จึงนำพิมพ์ออกจากขนม  ขนมจะได้ขนาดที่ต้องการ  และหน้าคัสตาร์ดไม่เละเสียรูปทรง
2.      ถ้าจะเก็บเค้กควรทิ้งไว้ให้เย็นสนิท  และแช่ในตู้เย็นจะเก็บได้นาน
3.      การผสมส่วนผสมแป้งกับส่วนผสมของไข่ขาวต้องเทส่วนผสมของแป้งลงในส่วนผสมไข่ขาว  จะทำให้ผสมเข้ากันได้ง่ายและรวดเร็วด้วยตะกร้อมือ  ขนมจะไม่ยุบ

แนวคิดการดัดแปลง
                ตัวเค้กจะเปลี่ยนเป็นรสสัปปะรด, รสใบเตยก็ได้  เพียงแต่เปลี่ยนน้ำสะอาดเป็นน้ำสัปปะรด  หรือน้ำใบเตยแทนได้ในน้ำหนักที่เท่ากัน 


เค้กกล้วยหอม


น้ำหนัก (กรัม)                สูตรตวง
1.             ไข่แดงเบอร์ 2                                     150     กรัม                   3     ฟอง
2.             นมข้นจืด                                            125     กรัม                    1 /2   ถ้วย
3.             น้ำตาลทรายละเอียด                           150     กรัม                  3/4      ถ้วย
4.             น้ำตาลปีบ                                             75     กรัม                  1 /2     ถ้วย
5.             แป้งเค้ก                                               225    กรัม                  2 1 /2   ถ้วย
ผงฟู                                                     3.5     กรัม                  1 1 /ส่วนผสม
6.                                                                                 2   ช้อนชา
7.             เบคกิ้งโซดา                                         3.5     กรัม                  1 1 /2   ช้อนชา
8.             น้ำมันพืช                                            125     กรัม                   3/4      ถ้วย
9.    กล้วยหอมงอมๆ                                 350     กรัม                  2 1 /4   ถ้วย     
                                          รวมน้ำหนัก       1,207      กรัม                                                                

วิธีทำ
1.          ร่อนแป้งผงฟูพักไว้
2.          ตีกล้วย + น้ำตาล + โซดาด้วยหัวใบไม้ผสมกันให้ละเอียดประมาณ  นาที  ด้วยความเร็วปานกลาง
3.          ใส่ไข่แดง  + แป้ง + น้ำมัน +  นม ให้เข้ากันในข้อ  2 ด้วยความเร็วปานกลาง
4.          นำไปตักหยอดลงในกระทงกระดาษเข้าอบอุณหภูมิ  250 องศาเซลเซียสประมาณ  5 นาทีลดอุณหภูมิลงเหลือ  200  องศาเซลเซียสประมาณ  10 นาทีหรือจนกระทั่งสุก

ข้อเสนอแนะ
1.             ถ้าไม่ใช้พิมพ์จีบ  ขนาด 2 นิ้ว ใช้พิมพ์รางสี่เหลี่ยมประมาณ  4 พิมพ์ แทนได้
2.             แต่งหน้าเค้กด้วยอัลมัลสไลด์  จะได้เค้กหน้าตาแปลกและสวยงามเพิ่มคุณค่าและราคาให้สูงขึ้นการอบให้ขนมหน้านูน  ขั้นตอนแรกประมาณ  5  นาที  ต้องไฟแรงและลดลงตามอุณหภูมิที่สูตรบอกไว้จนสุก  ไม่เช่นนั้นขนมหน้าจะไหม้ก่อนสุก

แนวคิดการดัดแปลง
ใส่เม็ดมะม่วงหิมะพานต์อบโรยหน้าจะได้เป็นเค้กกล้วยหอมหน้าเม็ดมะม่วงหิมะพานต์

  
เค้กฝอยทอง


อุปกรณ์
เครื่องผสมขนาด 5 ลิตร (ใช้หัวตะกร้อ)เตาอบแก๊สหรือเตาอบไฟฟ้า ,โต๊ะปฏิบัติงาน ,  เครื่องชั่ง,  ช้อนตวง ,  อ่างสแตนเลส , ที่ร่อนแป้ง  , พายยาง , ตะแกรงพักขนม , มีดฟันเลื่อย , สปาตูล่า, ถาดอบ , แปรงทาเนย , กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า , ถาดอลูมิเนียมขนาดเข้าเตาอบ                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                         
ส่วนผสม
                                                                   น้ำหนัก (กรัม)                 สูตรตวง
ส่วนผสมที่ 1
1.             ไข่ไก่                                                  250     กรัม                    5       ฟอง
2.             น้ำ                                                       15      กรัม                    11 /2    ช้อนชา
3.             น้ำตาลทรายละเอียด                           165     กรัม                   1         ถ้วย
ส่วนผสมที่ 2
1.             แป้งเค้ก                                            165     กรัม                    11 /2    ถ้วย
2.             นมผง                                                 15     กรัม                    3 1 /2   ช้อนโต๊ะ
3.             ผงฟู                                                  3.5     กรัม                     11 /2      ช้อนชา
4.             วานิลาผง                                          0.5     กรัม                        1 /2      ช้อนชา
5.             เอสพี                                                 13     กรัม                    1         ช้อนโต๊ะ
6.             มาการีนละลาย                                 250    กรัม                    11 /2     ถ้วย
7.   ฝอยทองแห้งสำหรับทำเค้ก              300     กรัม                    2         ถ้วย         
                               รวมน้ำหนัก              1,177    กรัม       
วิธีทำ
1.           ผสมส่วนผสมที่  1  พอเข้ากันด้วยตระกร้อประมาณ 1 นาที
2.          ร่อนส่วนผสมที่  2   เติมลงในส่วนผสมที่  (1)  ผสมด้วยความเร็วต่ำเข้ากันหยุดปาดตีด้วยความเร็วสูง  3 นาที
3.          เติมเอสพี  ตีต่อด้วยความเร็วสูง  1  นาที  ลดความเร็วต่ำ  2  นาที
4.          เติมเนยละลายตีจนเข้ากัน
5.          ตักใส่ถาดขนาด  11 ×15 × 2 นิ้วที่ปูฝอยทองไว้ด้านล่าง
6.        นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 180  องศาเซลเซียส หรือ 350 องศาฟาเรนไฮด์ ประมาณ 40 นาที  อบแบบรองน้ำ  

 แนวคิดการดัดแปลง
               เค้กชนิดนี้ถ้าไม่ทำเป็นเค้กฝอยทองสามารถทำเป็นเค้กปอนด์  ขนาด  1 ปอนด์ได้ จำนวน  3 ปอนด์  อบแบบธรรมดาไม่ต้องอบแบบร้องน้ำ   

ขนมปังขาไก่


อุปกรณ์ที่ใช้
เตาอบแก๊สหรือเตาอบไฟฟ้า , โต๊ะปฏิบัติงาน , เครื่องชั่ง , ช้อนตวง , ที่ร่อนแป้ง,อ่างสแตนเลสขนาดกลาง, ถุงพลาสติกใบใหญ่ , มีดหรือแผ่นหั่นแป้ง, ถาดอบขนาดเข้าเตาได้ , แปรงทานม ,ตะแกรงพักขนม ,  เครื่องผสมชนิด  2  แขน หรือเครื่องสไปรอล                                                                                                                        ส่วนผสม 
                                                                                 น้ำหนัก (กรัม)                  สูตรตวง
1.             แป้งสาลีทำขนมปัง                                         500        กรัม                       4 ½  ถ้วย
2.             นมผง                                                                    15        กรัม                      1 ½    ถ้วย
3.             ยีสต์สำเร็จ                                                       5 กรัม                       1         ช้อนโต๊ะ
4.             น้ำสะอาด                                                    300 กรัม                       1 ¼    ถ้วย
5.             น้ำตาลทราย                                                   50 กรัม                       ¼       ถ้วย
6.             เกลือ                                                                3        กรัม                         1          ช้อนชา
7.             เนยขาว                                                          50                 กรัม                       ¼     ถ้วย
เนยทาขนมขาไก่
1.             เนยสด                                                            55               กรัม                       ¼        ถ้วย
2.             เกลือ                                                                3        กรัม                    1         ช้อนชา 
                                             รวมน้ำหนัก                 981        กรัม
วิธีทำ
1.        ร่อนแป้ง นมผง รวมกันใส่ยีสต์เคล้าให้เข้ากัน
2.        น้ำ  น้ำตาล  เกลือ ผสมรวมกันเทลงในแป้งนวดส่วนผสมให้เข้ากันเติมเนยขาวลงนวดต่อด้วยเครื่องผสม 2 แขน จนแป้งเนียนนุ่มประมาณ 5 นาที
3.        พักก้อนโดประมาณ  30  -  40  นาที นำมานวดไล่อากาศ
4.        ตัดโดก้อนละ 10  กรัม  คลึงกลมพักไว้ 5 10 นาที นำมาคลึงให้เป็นเส้นยาวประมาณ 8 นิ้ววางบนถาดทาไขมันพักให้เท่าตัว

                อบด้วยอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เวลา 15 20 นาที  จนขนมเหลืองนำออกมาทาเนยสดผสมเกลือขณะยังร้อน

ข้อเสนอแนะ
1.        อย่าปล่อยให้แป้งขึ้นมากเมื่ออบแล้วขนมจะไม่กรอบ
2.        ต้องการเพิ่มรสชาติ และคุณค่าอาหารนำงาขาวใส่ในขนมขณะคลึงเป็นเส้นก่อนอบได้
3.        อาจคลึงเป็นรูปร่างอื่น ๆ ได้ เช่น รูปไม้เท้า
4.        ปริมาณที่ได้ประมาณ  95  ชิ้นต่อ 1 ส่วน


ขนมปังเนยสด

อุปกรณ์ที่ใช้
เตาอบแก๊สหรือเตาอบไฟฟ้า  ,โต๊ะปฏิบัติงาน , เครื่องชั่ง  , ช้อนตวง , ที่ร่อนแป้ง , อ่างสแตนเลสขนาดกลาง,  ถุงพลาสติกใบใหญ่  , มีดหรือแผ่นหั่นแป้ง, ถาดอบขนาดเข้าเตาได้ , แปรงทานม ,ตะแกรงพักขนม , เครื่องผสมชนิด  2  แขน หรือเครื่องสไปรอล , กรรไกรสำหรับตัดแป้ง                     
ส่วนผสม 
                                                                                 น้ำหนัก (กรัม)                  สูตรตวง
1.                 แป้งขนมปัง                                              800               กรัม                        7    ถ้วย
2.                 แป้งเค้ก                                                    200             กรัม                        2    ถ้วย
3.                 นมผง                                                          40           กรัม                        ¼   ถ้วย
4.                 สารเสริม                                                     10    กรัม                             1     ช้อนโต๊ะ
5.                 ยีสต์สำเสร็จ                                                 10             กรัม                        4     ช้อนชา
6.                 น้ำตาลทราย                                               150    กรัม                 ¾    ถ้วย
7.                 เกลือ                                                              6    กรัม                           2     ช้อนชา
8.                 ไข่ไก่เบอร์ 2                                              100    กรัม                              2     ฟอง
9.                 น้ำ                                                              520     กรัม                            2 ¼ ถ้วย
10.          มาการีน                                                     160     กรัม                              ¾    ถ้วย
11.          เนยสด                                                       225     กรัม (สำหรับใส่ไส้ขนมปัง) 1 ¼  ถ้วย
12.          น้ำตาลทราย หรือไอซิ่ง                             100     กรัม (สำหรับใส่หน้าขนม)   1      ถ้วย
13.          นมสด                                                        100     กรัม (สำหรับทาหน้าขนม)   ½     ถ้วย
                                   รวมน้ำหนัก                      2,421     กรัม
วิธีทำ                                                                                                                                                                                                                                                                                                      
1.        ผสมของแห้งทั้งหมดเข้าด้วยกันลงในหม้อตีแป้ง
2.        เติมน้ำ  และไข่พอแป้งจับตัวเป็นก้อน ใส่มาการีนนวดต่อประมาณ  10  นาที  จนส่วนผสมเนียนได้ที่
3.        นำแป้งมาพักประมาณ  10 – 20 นาที  แบ่งแป้งให้ได้น้ำหนักตามต้องการคลึงด้วยมือเป็นก้อนกลม
4.        นำมาคลึงเป็นวงกลมใส่ไส้เนยสดก้อนเล็กๆ  ห่อให้ริมแป้งติดกันให้สนิทตะเข็บไว้ด้านล่างติดกับถาดใช้กรรไกรตัดส่วนบนให้เป็นลวดลายหรือไม่ตัดก็ได้ ทิ้งให้ขนมปังขึ้นเป็น 2 เท่า
5.        นำเข้าอบด้วยอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส  หรือ  400  องศาเซลเซียส ประมาณ  10 – 15 นาที
ทาด้วยนมสด ทิ้งให้เย็น  โรยด้วยน้ำตาลทราย  หรือน้ำตาลไอ


คุกกี้เนย

อุปกรณ์ที่ใช้
         เครื่องผสมอาหารขนาด 5 ลิตร ใช้หัวใบไม้ 1 เครื่อง หรือพายยาง, ช้อนไม้สำหรับคนด้วยมือ   เตาอบ  เครื่องชั่ง   ช้อนตวง  อ่างสแตนเลส   ที่ร่อนแป้ง  ถาดอบคุกกี้  ตะแกรงพักขนม  กระบอกกดคุกกี้     มีดหั่นผลไม้เชื่อม  ที่แซะขนม
ส่วนผสม                                                             น้ำหนัก (กรัม)                            สูตรตวง
1.    แป้งอเนกประสงค์                                                มหั่นข                    400        กรัม                                   3  ¾    ถ้วย
2.    ผงฟู                                                                             3         กรัม                                 1        ช้อนชา
3.   มาการีน หรือเนยสด                                              300        กรัม                                   1 ½    ถ้วย
4.   น้ำตาลไอซิ่ง                                                         100        กรัม                                   1        ถ้วย
5.   นมสด (นมข้นจืดระเหย)                                   100        กรัม                                   ½       ถ้วย
6.   วานิลาผง                                                                   3         กรัม                                  1        ช้อนชา
7.   กลิ่นเนย                                                                1.5         กรัม                                  ½       ช้อนชา
8.   ผลไม้เชื่อมหั่นชิ้นเล็ก ๆ หรือลูกเกดดำ          200         กรัม                                  1 ¼    ถ้วย
วิธีทำ
1.        ร่อนแป้งผงฟูรวมกันพักไว้
2.        ใส่มาการีนหรือเนยสดกับน้ำตาลไอซิ่งลงในเครื่องผสมตีให้เข้ากันประมาณ 3 นาที ด้วยความเร็วปานกลาง
3.        ค่อยๆ ใส่นมสดลงไปตีต่ออีก 5 นาที เติมกลิ่นวนิลากับกลิ่นเนย
4.        เบาเครื่องต่ำสุดค่อย ๆ ใส่แป้งที่ร่อนลงไปจนหมดหยุดเครื่อง ปาดส่วนผสมด้านข้างก้นหม้อแล้วตีต่ออีกประมาณ 1 นาที
5.        ตักใส่กระบอกกดคุกกี้ กดลงบนถาดไม่ทาไขมัน  แต่งด้วยมะเขือเทศเชื่อมเขียวแดงหั่นชิ้นเล็กๆ หรือลูกเกดล้างน้ำทิ้งให้สะเด็ดน้ำ
นำเข้าอบที่เตาอบด้วยความร้อนประมาณ 350 องศาฟาเรนไฮด์จนเหลืองสุกแซะออกจากถาดทันที พักไว้ให้เย็น จึงจัดใส่บรรจุภัณฑ์ที่เตรียมไว้ จัดและตกแต่งให้สวยงาม

ข้อเสนอแนะ
1.        ควรจุดเตาอบก่อนอบขนมประมาณ 5-10 นาที เพื่อจะให้อุณหภูมิคงที่และสม่ำเสมอขนมอบได้จะได้มีสีที่สม่ำเสมอ
2.        ไม่ควรทาเนยที่ถาดอบคุกกี้เพราะส่วนผสมมีเนยมากอยู่แล้วดังนั้นขนมคุกกี้จึงไม่ติดถาด ถ้าทาเนยอีกอาจจะทำให้คุกกี้แบน ไม่ได้รูปทรงตามต้องการ และทำให้สิ้นเปลืองในการทาเนย
3.        เนยที่นำมาใช้ควรทิ้งให้หายเย็นเสียก่อน
4.        เมื่ออบคุกกี้สุกควรแซะออกจากถาดทันที  เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นคุกกี้จะติดถาด และหักง่ายเวลาแซะขนมออก
5.        การเก็บคุกกี้ จะเก็บได้นานต้องทิ้งไว้ให้เย็นสนิทเสียก่อนจึงจะนำเก็บในที่ๆไม่มีอากาศเข้าไปได้ เช่น ขวดใสพลาสติก หรือแก้วที่มีฝาปิดสนิท ถุงพลาสติกที่ปิดปากถุงแน่น
6.        เมื่อขนมคุกกี้เย็นสนิทแล้วอย่าทิ้งคุกกี้ให้โดนอากาศอยู่นานเกินไปเพราะถ้าทิ้ง โดยไม่จัดใส่ภาชนะที่มีอากาศเข้าไปได้จะทำให้ขนมหายกรอบ
7.        ถาดที่ใช้กดคุกกี้ไม่ควรเป็นถาดที่ร้อน
8.        การอบคุกกี้ควรให้ห่างกันประมาณ 2 นิ้ว หรือมากน้อยกว่านั้นนิดหน่อย
9.        ถ้าขอบคุกกี้ไหม้หรือเกรียมเกินไป แสดงว่าอบไฟแรงเกินไป
10. ผลไม้ที่ใช้ติดบนคุกกี้ควรเป็นผลไม้ที่เชื่อมแล้ว
11.การกดคุกกี้ลงบนถาด เมื่อกดลงต้องหยุดคอยสักครู่ เพื่อให้ส่วนผสมผ่านหัวบีบออกมาจนหมด หากกดแล้วรีบยกกระบอกขึ้น คุกกี้จะไม่เป็นรูปที่สมบรูณ์ ดอกไม้ลาย 5 แฉก อาจจะขาดหายไปหนึ่งแฉก
12.อย่ากดกระบอกกดคุกกี้จนสุดแรง จะทำให้ส่วนผสมทะลักออกมามากเกินควร รูปคุกกี้จะไม่สวยส่วนผสมอาจจะไปรวมกันหมดเนื่องจากความแรงของการกดนั่นเอง
13.ถ้าใช้มือคนส่วนผสมต้องใช้เวลานานกว่าใช้เครื่องผสม

แนวคิดดัดแปลงปริมาณ
      ใช้ผลไม้เชื่อมแห้งตามฤดูกาล หรือมีในท้องถิ่นแทนได้ เช่น มะตูมเชื่อม





คุกกี้ช็อกโกแลตชิพ


อุปกรณ์ที่ใช้
เครื่องผสมอาหารขนาด 5 ลิตร ใช้หัวใบไม้ 1 เครื่อง หรือพายยาง, ช้อนไม้สำหรับคนด้วยมือ  เตาอบ แก๊สหรือ เตาอบไฟฟ้า,  โต๊ะปฏิบัติงาน, เครื่องชั่ง, ช้อนตวงอ่างสแตนเลส , ที่ร่อนแป้ง, ถาดอบคุกกี้ , ตะแกรงพักขนม , พายยาง , ที่ตักไอศกรีมขนาดเล็ก

ส่วนผสม
                                                       น้ำหนัก (กรัม)                       สูตรตวง
1.             แป้งสาลีอเนกประสงค์                    200                             กรัม                    2       ถ้วย
2.             โซดาไบคาร์บอเนต                              3                            กรัม                    1       ช้อนชา
3.             เนยสด                                                   58                            กรัม                    ¼      ถ้วย
4.             มาการีน                                                58                            กรัม                    ¼      ถ้วย
5.             น้ำตาลทรายละเอียด                           80                            กรัม                    ¾      ถ้วย
6.             น้ำตาลทรายแดงร่วน                         80               กรัม                   ¾       ถ้วย
7.             เกลือ                                                        2               กรัม                   ¼      ช้อนชา
8.             ไข่ไก่  เบอร์ 2                                  50              กรัม                   1      ฟอง
9.             กลิ่นวนิลา                                               1              กรัม                    ¼     ช้อนชา
10.      ชอคโกแลตชิพขนาดเล็ก                 110              กรัม                    ½     ถ้วย
 11.  เม็ดมะม่วงหิมพานต์บด                    60              กรัม                    ½     ถ้วย



วิธีทำ
1.        ร่อนแป้งอเนกประสงค์ กับโซดาคาบอร์เนต เข้าด้วยกัน
2.        ตีเนยสด, มาการีน, น้ำตาลทั้ง 2ชนิด และเกลือจนส่วนผสมขึ้นฟูเบาด้วยความเร็วปานกลางประมาณ 5 นาที
3.        เติมไข่ไก่ และกลิ่นวานิลา
4.        ลดความเร็วของเครื่องให้ต่ำสุด เติมส่วนผสมของแป้ง, ชอคโกแลตชิพและเม็ดมะม่วงหิมพานต์ผสมให้เข้ากัน
5.   ใช้ที่ตักไอศกรีมขนาดเล็กตักส่วนผสมวางลงบนถาดนำเข้าอบอุณหภูมิประมาณ 400 องศาฟาเรนไฮด์หรือ 200 องศาเซลเซียส 10-20นาที หรือคุกกี้     จะสุก

ข้อเสนอแนะ
1.             ชอคโคแลตชิพขนาดเล็กที่นำมาใช้ควรแช่เย็นก่อน
2.             ถ้าไม่มีที่ตักไอศกรีม  สามารถใช้ช้อน 2 คันตักหยอดลงบนถาดอบได้  ขนาดเท่า ๆ กัน


พายร่วน
อุปกรณ์ที่ใช้
โต๊ะปฏิบัติงาน, เตาอบแก๊สหรือเตาอบไฟฟ้า, เครื่องชั่ง ,ช้อนตวง  , ที่ร่อนแป้ง , อ่างสแตนเลส ,  ถุงพลาสติกใบใหญ่ ,  ลูกกลิ้งตัดแป้ง , ที่แซะขนม ถาดอบขนาดเข้าเตาอบได้ , แปรงทาไข่ ,  เบรนเดอร์ , เครื่องผสมชนิด2แขน , ตะแกงพักขนม     

ส่วนผสม
                                                                                          น้ำหนัก (กรัม)               สูตรตวง
1. แป้งสาลีเอนกประสงค์                             110  กรัม              1    ถ้วยตวง
2. เกลือป่น                                                      กรัม              1   ช้อนชา
3. เนยสดหรือมาการีน(ชอทเทนนิ่ง)                 50  กรัม             1/3 ถ้วยตวง
4. น้ำเย็นจัด                                                   60  กรัม            3-4 ช้อนตวง

วิธีทำ
1.   ร่อนแป้งตวงให้ได้ 1 ถ้วย  ผสมเกลือป่น  แล้วร่อนรวมกันลงใน  ชามผสมร่อนซ้ำอีก 3 ครั้ง
2. ใส่ชอทเทนนิ่งลงในแป้ง  ใช้มีดหรือซ่อมตัดชอทเทนนิ่งไปมาผสมกับแป้งจนชอทเทนนิ่งกับแป้งรวมตัว  จนดูลักษณะแป้งเป็นเม็ด   คล้ายเม็ดทราย
3. ผสมน้ำเย็นจัดลงขณะที่เกลี่ยแป้ง จนแป้งเริ่มจับตัวกันใช้มือค่อย ๆ  ตะล่อมแป้ง  ให้รวมตัวกันแป้งก้อน
4. ถ้ามีเวลาพอ  ห่อแป้วด้วยแผ่นพลาสติกหรือกระดาษแก้ว  นำเข้าตู้เย็นประมาณ  30  นาที  ก่อนนำมาปรุงอาหาร
5. แป้งชนิดนี้ร่วนมาก  วิธีคลึงแป้งต้องใช้ความระมัดระวัง  ควรเตรียมกระดาษแก้ว   กว้างอย่างน้อย 15 นิ้ว 2 แผ่น วางก้อนแป้งลงบนกระดาษแก้วแผ่นที่ 1 แล้ววางกระดาษแก้วอีกแผ่นหนึ่งทับบนก้อนแป้ง ใช้ไม้คลึงบนกระดาษ คลึงแป้งแผ่บางมากน้อยตามแต่จะใช้อีกวิธีหนึ่ง คือโรยแป้งสาลีลงบนกระดาษคลึงแป้งเพื่อป้องกัน แป้งติดกระดาษ และไม้คลึง
6. เมื่อตัดแป้งตามรูปที่ต้องการแล้ว เมื่อนำลงมาวางบนจานหรือพิมพ์พายระวังอย่าให้แป้งขาดจากกัน กรุด้วยมือเบา ๆ
7. วิธีอบพาย อบแป้งเปล่าตามรูปพิมพ์ หรือจะใส่ไส้พายก่อนแล้วจึงอบก็ได้ตามวิธีทำแต่ละรายการ



หลักสูตรการทำเบเกอรี่และขนมไทย
ฝึกอบรมอาชีพเคลื่อนที่  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554
ระหว่างวันที่  27 – 30  มกราคม  2554
ณ  บ้านซึม  ตำบลสัมฤทธิ์  อำเภอพิมาย  จังหวัดนครราชสีมา


รายการขนมไทยที่จัดสอน  วันที่ 1
  1. ฝอยทอง
  2. สังขยามะพร้าวเผา
  3. ครองแครง
  4. มะพร้าวแก้ว

รายการขนมไทยที่จัดสอน  วันที่ 2
  1. ลูกชุบ
  2. ถั่วกวน
  3. ปุยฝ้าย
  4. ขนมผิง

รายการเบเกอรี่ที่จัดสอน  วันที่ 3
1.             เค้กฝอยทอง
2.             ขนมปังเนยสด
3.             คุกกี้เนย
4.             คุกกี้ช็อกโกแลตชิพ
รายการเบเกอรี่ที่จัดสอน  วันที่ 4
5.             ขนมปังขาไก่
6.             เค้กคัสตาร์ด
7.             เค้กกล้วยหอม
8.             พายร่วน